คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ทุก ๆ ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ แถมประเทศในแถบตะวันออกกลางได้กลายเป็นสนามรบ ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะขยายไปในวงกว้างทุกที ทุกที โดยเริ่มต้นมาจากการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เข้าไปร่วมกับอิสราเอล เพื่อต้องการที่จะปราบให้อิหร่านราบคาบนั่นเอง!!!
ทั้งนี้เรื่องราวนี้เกิดมาจากความเกลียดชังส่วนตัวของ “นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู” ของอิสราเอล ที่มีต่ออิหร่าน โดยที่ผ่านมาในอดีตเขาเคยพยายามเกลี้ยกล่อมทั้ง “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” และ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ให้เข้าไปร่วมช่วยอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่านมาแล้ว แต่ที่ผ่านๆ มาเขากลับประสบกับความผิดหวัง เพราะการเจรจาล้มเหลว
แต่ไม่นานมานี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ทำเนียบขาว นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ตัดสินใจลองนำเสนอและเจรจาแผนเปิดศึกทำสงครามกับอิหร่าน ให้กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับฟังเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น กลับปรากฏออกมาว่า “โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทันที” จากการรายงานของ 2 ผู้สื่อข่าวชื่อดังของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” อันได้แก่ “โจนาธาน สวอน” และ “แม็กกี้ ฮาเบอร์แมน” ที่ออกมารายงานข่าวในหัวข้อ “ทรัมป์นำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน (How Trump Took the U.S. to War With Iran)”
ในบทความได้รายงานออกมาว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 10.00 น. กว่า ๆ ได้มีการจัดการนำผู้นำของอิสราเอลเข้าไปภายในทำเนียบขาวอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องการให้ผู้สื่อข่าวหรือบุคคลภายนอกได้พบเห็น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล รวมตัวกันภายในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ “ห้องทำงานรูปไข่” หลังจากนั้นก็มีการเชิญให้ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู เข้าไปร่วมในกิจกรรมหลักของวันนั้น นั่นก็คือ การนำเสนอข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับอิหร่านให้ ประธานาธิบดีทรัมป์และทีมงานได้รับฟังในห้องสถานการณ์ของทำเนียบขาว
ในห้องประชุมวันนั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ อาทิเช่น “รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ”, “รัฐมนตรีกลาโหมพีท เฮกเซธ”, “พลเอกแดน เคน” ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการ, “ผู้อำนวยการซีไอเอจอห์น แรตคลิฟฟ์”, “จาเร็ด คุชเนอร์” ลูกเขยของประธานาธิบดีทรัมป์ และ “สตีฟ วิทคอฟฟ์” ทูตพิเศษของประธานาธิบดีทรัมป์ นั่งร่วมอยู่ในการเจรจากับผู้นำของอิสราเอล การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยความตั้งใจให้มีขนาดเล็กแบบส่วนตัว เพื่อปกป้องการรั่วไหล
ซึ่งในวันนั้นการเจรจานำเสนอของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในชั่วโมงถัดไปถือได้ว่า กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก ที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำพาให้โลกก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่เลยทีเดียว ในวันนั้นนายกเนทันยาฮูและทีมงานของเขาได้ชี้แจงและพยายามหว่านล้อมให้เห็นว่า การทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้จะมีชัยชนะได้อย่างง่ายดายและแน่นอน แถมยังมีผลทำให้โครงการขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ และจะมีผลทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านอ่อนแอลงจนไม่สามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู พยายามกล่าวย้ำ ๆ ถึงภัยคุกคามอันแสนร้ายแรงที่เกิดจากการรุกรานของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
จากความคิดเห็นของ “จอห์น แรตคลิฟฟ์” ผู้อำนวยการซีไอเอ ที่เขาได้ออกมากล่าวในทำนองที่ว่า “ในวันนั้นนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูพูดเกินความจริง” ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ ได้บอกว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ”
ในวันนั้น “รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์” ติดประชุมที่อื่น จึงไม่สามารถเข้าร่วมในการประชุมด้วย แต่ก็ได้ออกมาให้ความคิดเห็นกับประธานาธิบดีทรัมป์ในเวลาต่อมาว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่าน เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล ส่วน “ซูซี ไวลส์” เลขาธิการทำเนียบขาว ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า “รู้สึกเป็นห่วงในการที่สหรัฐฯ จะถูกลากเข้าไปร่วมทำสงครามกับประเทศในแถบตะวันออกกลาง อีกทั้งการเข้าไปโจมตีอิหร่านก็อาจจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและแน่นอนว่า จะมีผลกระทบต่อปากและท้องของคนอเมริกันอีกด้วย”
อย่างไรก็ตามขณะนี้สงครามอิหร่านได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลากว่า 60 วัน ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า “สหรัฐอเมริกามิได้บรรลุถึงเป้าหมายแต่อย่างใดเลย และดูเหมือนว่ากองทัพของสหรัฐฯ ยังเสียเปรียบต่ออิหร่าน แถมประเทศในแถบอาหรับอีก 16 ประเทศ ยังทำการประชุมที่จะร่วมกันผนึกพลังทำสงครามกับอิหร่าน ที่อาจจะมีผลทำให้สงครามแพร่ขยายไปในวงกว้างต่อไปอีกด้วย”
จากผลการหยั่งเสียงโดยเฉลี่ยของสำนักโพลต่าง ๆ ปรากฏว่า ชาวอเมริกันถึง 61% ไม่เห็นด้วยต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ นำสหรัฐฯ เข้าไปสู่สงครามในครั้งนี้ และจากการหยั่งเสียงครั้งล่าสุดของ “สถานีโทรทัศน์ช่องเอบีซี” ร่วมกับ “หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์” และ “โพลของ Ipsos” เปิดเผยออกมาว่า สมาชิกของพรรคเดโมแครต 91% และผู้ที่ไม่สังกัดพรรคใด ๆ 71% ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ เข้าไปร่วมทำสงครามกับอิหร่าน แต่ในทางกลับกันบรรดาสมาชิกและฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน 79% เห็นด้วยกับนโยบายการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนสำนักโพลของ “มหาวิทยาลัย Quinnipiac” ซึ่งเป็นโพลที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดได้ออกมาเปิดเผยว่าชาวอเมริกันถึง 74% ไม่เห็นด้วยที่จะใช้ทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าไปบุกอิหร่าน เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนดั่งเช่น สงครามเวียดนามและสงครามอิรัก !!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่าขณะนี้ สงครามอิหร่านจะผ่านไปกว่า 60 วัน แล้วก็ตาม แต่กลับมิได้เป็นไปตามแผนและความคาดหมายของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เลยแม้แต่น้อย และเนื่องจากเขาไปหลงคารมลมปากของ “นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู” แบบหลงเชื่อและคล้อยตาม จึงมีผลทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังมีผลทำให้ชีวิตของชาวโลกทุก ๆ คนต้องได้รับผลกระทบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อนเลย แถม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นสายเลือดของการขนส่งน้ำมันดิบและแก๊สต้องถูกปิดลง โดยตามติดมาด้วยกองทัพเรือของสหรัฐฯ เข้าไปปิดล้อมช่องแคบแห่งนี้ ก็ยิ่งสร้างความเสี่ยงและความขัดแย้งขยายไปในวงกว้าง และหากสหรัฐฯ ส่งทหารภาคพื้นดินบุกเข้าไปในอิหร่าน ก็น่าจะมีผลทำให้ทหารอเมริกันจะต้องสูญเสียอีกเป็นจำนวนมาก ที่มอง ๆ ไปแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้น มาจากความบ้าบิ่นของบุคคลที่มีหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ ที่ต่างก็โคจรมาเจอะกันละครับ
#ทรัมป์ #สงครามอิหร่าน #อิสราเอล #เนทันยาฮู #สหรัฐอเมริกา #ตะวันออกกลาง #ช่องแคบฮอร์มุซ #เศรษฐกิจโลก #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #สงครามตะวันออกกลาง #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #วิกฤตโลก #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline








