ทวี สุรฤทธิกุล
“การเมือง” กับ “บ้านเมือง” นั้นเกี่ยวข้องกัน แต่มีความหมายในรายละเอียดที่แตกต่างกัน
“การเมือง” หมายถึงการปกครองดูแลและบริหารสังคมประเทศชาติ ซึ่งมีความหมายที่ค่อนข้างกว้างและครอบคลุมไปในอาณาบริเวณของกิจการอื่น ๆ ในอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่รวมหมายถึง การบริหาร เศรษฐกิจ และสังคมในส่วนรวม ส่วน “บ้านเมือง” มีความหมายแคบลงมา เพราะหมายถึงอาณาบริเวณที่ถูกปกครองหรือบริหารโดยการเมือง ได้แก่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำมาหากิน และอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ เป็นสำคัญ
ผู้เขียนตั้งชื่อบทความว่า “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจบ้านเมือง?” เพื่อที่จะบ่งชี้ให้ชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่นี้ยังสนใจการเมือง แต่สนใจในหมายที่แคบลง โดยแคบลงไปมากกว่าระดับ “บ้านเมือง” จึงดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องกิจการบ้านเมืองเท่าใดนัก เพราะไปมองที่ “ความสนใจบางอย่าง” แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ค่อย ๆ ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเชื่อมโยงให้เห็นต่อไป
ทฤษฎีที่อธิบายเรื่องพัฒนาการของสังคมการเมืองได้น่าสนใจที่สุดเท่าที่ผู้เขียนได้เรียนมา(อาจจะเป็นตำราเก่าไปนิด) คือทฤษฎีของพวกคอมมิวนิสต์ที่ว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งนักทฤษฎีแนวคอมมิวนิสต์มองไปที่ “ชนชั้น” อันก่อให้เกิดการต่อสู้กัน จนถึงขั้น “ปฏิวัติสังคม” คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่าง ๆ ทางการเมืองการปกครอง ได้แก่ เกิดระบอบใหม่(คือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์) ความเสมอภาคเท่าเทียม(ไม่มีชนชั้น) และโลกที่ดีกว่าเดิม (ของไทยในสมัยที่คณะราษฎรนำเข้ามา ใช้แนวคิดเรื่อง “โลกพระศรีอาริย์” มาโน้มน้าวให้คนยอมรับแนวทางปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 นั้น)
ทฤษฎีนี้ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยในยุคการปฏิวัติโดยนิสิตนักศึกษาเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มจากในการชุมนุมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีการนำเพลงเพื่อชีวิตต่าง ๆ ในแนวของการล้มล้างระบอบเก่ามาร้องปลุกใจผู้ร่วมชุมนุม พอได้รับชัยชนะโดยสามารถขับไล่ผู้นำทหารออกนอกประเทศได้แล้ว ก็มีการรวมกลุ่มแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการนำหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ออกมาจำหน่ายกันตามท้องถนนอย่างเปิดเผย หนังสือที่ขายดีมาก ๆ ก็คือ “สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุง” พร้อมกับมีแฟชั่นการแต่งตัวสไตล์ “5 ย” คือ กางเกงยีนส์ ใส่เสื้อยืด รองเท้ายาง(รองเท้าแตะแบบคีบ) ผมยาว และสะพายย่าม” เต็มไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย จากนั้นก็มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชนทั้งในชนบทและในเมืองในหลาย ๆ กลุ่มอาชีพ เช่น ชาวไร่ชาวนา กรรมกร และคนยากไร้ มีการเดินขบวนกันแทบจะไม่เว้นวัน เรียกร้องสิทธิประโยชน์และความเสมอภาคต่าง ๆ พอมีการเลือกตั้งในปี 2518 ก็มีพรรคในแนวสังคมนิยมจนถึง “คอมมิวนิสต์อ่อน ๆ” (ตอนนั้นตั้งชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์ตรง ๆ ไม่ได้เพราะยังมีพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ประกาศใช้อยู่)ลงสมัครรับเลือกตั้งถึง 15 พรรค และได้รับเลือกตั้งมาพอสมควรจำนวนเกือบ 10 พรรค ส่งผลไปจนถึงการเลือกตั้งอีกครั้งใน พ.ศ. 2519 ที่บางพรรคได้ร่วมจัดตั้งเป็นรัฐบาลอีกด้วย อันนำมาซึ่งการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือทหารกลัวภัยคอมมิวนิสต์นั้นมาก ดังที่มีขบวนการไล่ล่าผู้นำกลุ่มซ้ายต่าง ๆ ที่ในสมัยนั้นเรียกว่า “ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย”
ผู้เขียนเติบโตมาในยุคนี้ โดยในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไปร่วมชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 11 จนถึงวันที่ไปชุมนุมรอบพระตำหนักจิตลดารโหฐานในคืนวันที่ 14 ตอนนั้นผู้เขียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผู้เขียนก็เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นคนที่ชวนเพื่อน ๆ 2-3 คน ไปดู “เถ้าถ่าน” ในบริเวณที่มีการเอาศพผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาแขวนคอบนต้นมะขาม แล้วเอาศพลงมาเผาด้วยยางรถยนตร์ใต้ต้นมะขามริมสนามหลวงนั้น
มาถึง พ.ศ.นี้ 2569 ผ่านมา 50 ปี หลังการฆ่าเผากลางเมือง “จิตวิญญาณต้านระบอบเก่า” ไม่เคยหมดไปจากกลุ่มนักศึกษาและปัญญาชน และ “ผีคอมมิวนิสต์” ไม่เคยจางหายไปจากหัวสมองของพวกคนรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุนเล่า ทั้งนี้เรายังเห็นพรรคการเมืองบางพรรคที่ยังขายไอเดียหรืออุดมการณ์แนวนี้ อย่างที่เราเห็นการเกิดขึ้นของกลุ่ม “3 กีบ” หลังการรัฐประหารของ คสช. เมื่อ พ.ศ. 2557 และการคงอยู่ของกระบวนการเหล่านี้ในคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมทางการเมืองบางอย่าง ซึ่งปัจจุบันได้ไปดำเนินการกันอย่างคึกคักอยู่ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเล็ก ๆ ในแวดวงมหาวิทยาลัยข่าวหนึ่ง คือข่าวที่ว่า “แถลงการณ์สภานิสิตจุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย เรื่องไม่มีสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2569” สรุปเนื้อหาว่าที่ปีนี้ไม่มีสภานิสิตฯเพราะมีคนมาสมัครและได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิสิตฯมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็จึงไม่จำเป็นจะต้องมีสภานิสิตฯ (แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าได้ให้สมาชิกสภานิสิตฯชุดเก่าทำงานแบบรักษาการต่อไปอย่าไรงหรือไม่ หรือจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อะไรหรือไม่เมื่อใด)
สำหรับคนที่มองว่า “ก็เป็นเรื่องของพวกนิสิตจุฬาฯ เขาไม่สนใจการเมืองอะไรหรอก เอาแต่ใช้ชีวิตหรูหราเฮฮาไปวัน ๆ ฯลฯ” ก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานานแล้ว แต่ถ้ามองให้ลึก ๆ แบบที่ผู้เขียนได้ติดตามมาตั้งแต่ที่เป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ 50 ปีก่อน กลับมีความเห็นในทางตรงกันข้ามว่า คนในวัยนี้และในบรรยากาศแบบนี้นี่แหละ ที่เป็น “อนาคตของบ้านเมือง” ไม่เพียงเพราะส่วนหนึ่งของพวกเขาต้องออกไปเป็น “ผู้นำ” ในบ้านเมือง แต่ในอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่ยังออกไปเป็น “ผู้ประกอบการ” และ “แก่นแกน” หรือ “คนทำงาน” อยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ พวกเขาเหล่านี้คือ “พลังขับเคลื่อน” ที่สำคัญในสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศชาติและในนานาชาติ
คนเหล่านี้เติบโตมาท่ามกลาง “ความขัดแย้ง” โดยเฉพาะความขัดแย้งในจิตใจ ที่ในทางจิตวิทยาก็คือ “ความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่” จากอดีตที่เคยถูก “กดขี่” โดยคนรุ่นเก่า ตั้งแต่ในระดับครอบครัวมาจนถึงระดับประเทศ พวกเขาจึงแสวงหาอนาคต ที่พวกเขาเชื่อว่า “ต้องดีกว่าเดิม” และแน่นอนว่าแนวคิดที่ขายอนาคตที่ดีกว่าเดิมที่โดนใจพวกคนรุ่นใหม่นี้ก็คือ “แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์” ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่คอมมิวนิสต์แบบเดิม ๆ แต่เป็น “แนวคิดคอมมิวนิสต์ยุคดิจิตอล” ที่ไม่ได้เน้นการจัดตั้งมวลชนแบบเก่า ที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปในหมู่คนจำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดพลังมวลชนอันมหาศาล แล้วเดินหน้าเข้าถล่มระบอบเก่าให้สิ้นซากอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นการจัดตั้งมวลชนแบบ “ทีละจิตทีละใจ” คือเปลี่ยนใจและเปลี่ยนวิถีของคน(รุ่นใหม่)ไปทีละคน ๆ แบบที่คอมมิวนิสต์ในสมัยก่อนเรียกว่า “แยกกันเดิน ร่วมกัน(โจม)ตี” ที่เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ตกใจหรือกลัวอนาคตนี้ เพราะสังคมมนุษย์มี “ธรรมชาติอย่างหนึ่ง” ที่ป้องกันได้ ขอให้ติดตามในสัปดาห์หน้าครับ








