บทความ บทวิเคราะห์

โลกหลายขั้วกับโลกขั้วเดียวที่อยุติธรรม ดุลอำนาจ มาตรฐานสองชั้น และชะตากรรมของประเทศเล็ก

แชร์ข่าว

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย 

1. จุดเริ่มต้น : โลกใบนี้ถูกกำหนดโดยใคร

คำถามที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่ซ่อนความซับซ้อนไว้มหาศาลคือ ใครเป็นผู้กำหนดกติกาของโลก? คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด และนั่นคือหัวใจของปัญหาทั้งหมดที่มนุษยชาติเผชิญอยู่ในศตวรรษที่ 21

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี 1945 สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะสงครามได้เป็นสถาปนิกหลักของระเบียบโลกใหม่ ทั้ง UN, NPT, IMF, World Bank และ WTO ล้วนถูกออกแบบในช่วงเวลานั้น และถูกออกแบบให้ผู้ชนะมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่แล้วตั้งแต่ต้น สมาชิกถาวร P5 ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีสิทธิ์ Veto ที่ทำให้ไม่มีวันถูกลงโทษได้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ต้องปฏิบัติตามมติที่ผูกพันทางกฎหมาย

ผลที่ตามมาคือระบบนานาชาติที่มีมาตรฐานสองชั้นอย่างชัดเจน ประเทศที่เดินตามเส้นทางของมหาอำนาจได้รับการคุ้มครอง ประเทศที่ขัดขวางผลประโยชน์มหาอำนาจถูกคว่ำบาตร รุกราน หรือทำให้ล้มสลายจากภายใน ความยุติธรรมระหว่างประเทศจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ข้างใครในขณะนั้น

2. กรณีศึกษา: มาตรฐานสองชั้นที่เห็นชัดที่สุด

นิวเคลียร์: กติกาสำหรับคนอื่นไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจนกว่าเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ในการแสดงให้เห็นมาตรฐานสองชั้นของระเบียบโลก อิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 90 ถึง 400 หัว ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญา NPT และไม่เคยถูกตรวจสอบโดย IAEA เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะเดียวกัน อิหร่านซึ่งลงนามใน NPT กลับถูกคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ถูกโดดเดี่ยวจากระบบการเงินโลก และกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

อิรักในยุคซัดดัม ฮุสเซน ถูกรุกรานในปี 2003 ด้วยข้ออ้างว่ามีอาวุธทำลายล้างสูง ซึ่งในที่สุดพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอยู่จริง อินเดียและปากีสถานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1998 โลกบ่นสักพักแล้วก็ทำธุรกิจต่อตามปกติ ความแตกต่างในการปฏิบัติที่เห็นได้ชัดเจนนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือผลลัพธ์ที่ตั้งใจให้เป็น

UN: เวทีซื้อเวลาหรือเวทียุติธรรม?

สหประชาชาติถูกก่อตั้งด้วยอุดมการณ์อันสวยงามในการรักษาสันติภาพและความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่กลไกที่แท้จริงกลับทำให้สิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ สหรัฐอเมริกาใช้สิทธิ์ Veto ปกป้องอิสราเอลจากมติที่นานาชาติเห็นด้วยมากกว่า 40 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1972 รัสเซียใช้ Veto ปกป้องตัวเองในซีเรียและยูเครน จีนใช้ Veto ในเมียนมาและประเด็นเกาหลีเหนือ

เมื่อผู้ละเมิดกติกาคือผู้ถือ Veto UN ก็ทำอะไรไม่ได้เลย นี่ไม่ใช่ความบกพร่องของระบบ แต่คือการออกแบบที่ตั้งใจตั้งแต่แรก สหประชาชาติจึงเป็นองค์กรที่ดีเยี่ยมสำหรับงานมนุษยธรรมอย่าง UNHCR หรือ UNICEF แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในฐานะผู้รักษาความยุติธรรมระหว่างประเทศ

3. โลกหลายขั้ว: ความหวังหรือภาพลวงตา

การถกเถียงเรื่องโลกหลายขั้วกับโลกขั้วเดียวเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักรัฐศาสตร์ถกเถียงกันมาหลายสิบปี ฝ่ายที่สนับสนุนโลกหลายขั้วอ้างทฤษฎีของ Kenneth Waltz ที่ว่าการมีหลายขั้วอำนาจจะสร้างดุลยภาพตามธรรมชาติ ไม่มีใครครองอำนาจสูงสุดได้ฝ่ายเดียว และประเทศเล็กจะมีทางเลือกในการเลือกพันธมิตรมากขึ้น

ตัวอย่างที่มักถูกยกมาคือยุโรปในศตวรรษที่ 19 ภายหลัง Congress of Vienna ปี 1815 ที่มหาอำนาจหลายขั้วคานอำนาจกันจนเกิดสันติภาพยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เห็นต่างชี้ให้เห็นว่าโลกก่อนปี 1914 ก็เป็นโลกหลายขั้วเช่นกัน แต่ระบบพันธมิตรที่ซับซ้อนกลับทำให้ความขัดแย้งเล็กน้อยในบอสเนียลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่สูญชีวิตผู้คนไปกว่าสิบเจ็ดล้านคน

ปัญหาสำคัญของโลกหลายขั้วในยุคปัจจุบันคือการขาด 'กติกากลาง' ที่ทุกฝ่ายยอมรับ สหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจนำของจีน จีนไม่ยอมรับกติกาที่ตะวันตกสร้าง รัสเซียปฏิเสธระเบียบหลังสงครามเย็น เมื่อทุกขั้วต่างอ้างกติกาของตัวเอง การคานอำนาจอาจกลายเป็นความโกลาหลมากกว่าเสถียรภาพ

4. ชะตากรรมของประเทศเล็ก

ในขณะที่มหาอำนาจถกเถียงเรื่องระเบียบโลก ผู้ที่แบกรับต้นทุนทั้งหมดของความขัดแย้งคือประเทศเล็กและประชาชนธรรมดา เวียดนาม เกาหลี อัฟกานิสถาน ซีเรีย และลิเบีย ไม่ได้เลือกที่จะเป็นสนามรบของมหาอำนาจ แต่ภูมิศาสตร์และทรัพยากรทำให้พวกเขาถูกเลือก และถูกทิ้งเมื่อมหาอำนาจได้ประโยชน์ที่ต้องการแล้ว

ประเทศเล็กมักถูกบังคับให้เลือกข้างโดยไม่มีทางเลือกที่แท้จริง ถ้าเลือกผิดข้างก็ถูกคว่ำบาตรหรือถูกแทรกแซง กติกาของ IMF และ World Bank บีบให้ประเทศเล็กเปิดตลาดและลดการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ประเทศใหญ่ทำสิ่งเดียวกันกับเศรษฐกิจตัวเองได้อย่างเสรี อย่างเช่นการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์ ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่ร่ำรวยแต่บนกระดาษมักไหลออกไปสู่บรรษัทข้ามชาติ ทิ้งไว้แต่ความยากจนให้ประชาชน

มีบางประเทศที่หาทางรอดได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด สิงคโปร์ใช้ความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์และสร้างคุณค่าที่ทุกขั้วอำนาจต้องการ สวิตเซอร์แลนด์รักษาความเป็นกลางมาหลายร้อยปี นอร์เวย์ใช้ทรัพยากรน้ำมันสร้าง Sovereign Wealth Fund แทนที่จะปล่อยให้บรรษัทต่างชาติดูดออก แต่เหล่านี้คือข้อยกเว้น ไม่ใช่กฎ

5. บทสรุป: โลกต้องการอะไรจริงๆ

ความจริงที่ไม่สวยงามของระเบียบโลกที่เป็นอยู่คือ อำนาจกำหนดกติกา และกติกาปกป้องอำนาจ นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล มันคือธรรมชาติของระบบอำนาจที่เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ จีนก็ใช้มาตรฐานสองชั้นในทะเลจีนใต้ รัสเซียก็ใช้ในยูเครน มหาอำนาจทุกยุคล้วนทำแบบเดียวกัน

สิ่งที่โลกต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่จำนวนขั้วอำนาจ แต่คือคุณภาพของกติกาและความซื่อสัตย์ในการบังคับใช้อย่างเท่าเทียม โลกหลายขั้วอาจลดการครอบงำของมหาอำนาจเดียว แต่ถ้าไม่มีกติกากลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ ก็จะเป็นแค่การเปลี่ยนจากการถูกครอบงำโดยหนึ่งคนไปสู่การถูกฉีกทึ้งโดยหลายคน

ประเทศเล็กอย่างไทยซึ่งเอาตัวรอดด้วยการ 'โยกระหว่างขั้วอำนาจ' มาตลอดประวัติศาสตร์ คือภูมิปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ว่าเราไม่มีอำนาจพอที่จะกำหนดกติกา แต่มีอำนาจพอที่จะเลือกว่าจะยืนอยู่จุดไหนในกระดานหมากรุกของคนอื่น ความท้าทายในยุคโลกหลายขั้วที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้คือการรักษาความยืดหยุ่นนั้นไว้ โดยไม่สูญเสียตัวตนและผลประโยชน์ของชาติ

"ระบบที่ยุติธรรมไม่ใช่ระบบที่ไม่มีอำนาจ แต่คือระบบที่อำนาจต้องรับผิดชอบ"

 

#ช่วยกันคิดช่วยกันทำ #โลกหลายขั้ว #มาตรฐานสองชั้น #ดุลอำนาจโลก #ประเทศเล็ก #ภูมิรัฐศาสตร์ #ระเบียบโลก

ข่าวแนะนำ