ผศ.ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ และ ดร.ธัญรดา ชุนถนอม อาจารย์ประจำหลักสูตรธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน นำเสนอบทความเรื่อง "ตลาดแรงงานไทย-จีน: ทักษะใดที่นายจ้างต้องการจริงในยุคทุนจีนบูม" ความว่า ลองนึกภาพห้องประชุมที่มีนักธุรกิจจากปักกิ่งนั่งอยู่ตรงข้าม คนหนึ่งในห้องนั้นพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจวัฒนธรรมการเจรจาแบบจีน และในขณะเดียวกันก็สามารถวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงิน เสนอกลยุทธ์ธุรกิจ และปิดดีลได้ด้วยตัวเอง คนนั้นไม่ใช่ล่าม ไม่ใช่แค่ผู้จัดการ แต่คือสินทรัพย์ที่ทุกองค์กรในยุคนี้ต้องการ
คนที่มีทักษะทั้งสองด้านในคนเดียวกันมีอยู่จริง แต่หายากมาก และในตลาดแรงงานที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจไทย-จีนเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ความหายากนั้นกำลังกลายเป็นโอกาสที่ใหญ่ที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองการณ์ไกล
ตัวเลขที่พูดแทนทุกคำอธิบาย
จีนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาต่อเนื่องกว่า 12 ปีแล้ว และในช่วงเพียง 8 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศพุ่งสูงถึง 88,842 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ด้านการลงทุน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยืนยันว่าในปี 2567 จีนคือนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย ด้วยจำนวน 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท นำโดยธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ
หากนับย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามการค้าสหรัฐ-จีนดำเนินต่อเนื่อง ทุนจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยสะสมแล้วสูงถึง 779,623 ล้านบาท จาก 1,941 โครงการ ถือเป็นมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงสุดในบรรดานักลงทุนต่างชาติทุกประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) บริษัทจีนได้ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมไทยมากถึง 443 แห่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สร้างการจ้างงานแรงงานไทยกว่า 67,593 ตำแหน่ง
ทำไมภาษาจีน + ธุรกิจ จึงเป็นสูตรที่แยกกันไม่ออก
เมื่อทุนจีนหลั่งไหลเข้ามาในระดับนี้ ความต้องการบุคลากรที่รองรับการดำเนินธุรกิจจึงพุ่งสูงตามไปด้วย แต่ธรรมชาติของธุรกิจจีนมีความพิเศษที่แตกต่างจากบริษัทชาติอื่น นักธุรกิจจีนให้ความสำคัญกับ
“กวนซี” (关系) หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างมาก การเจรจาที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่การนำเสนอตัวเลขที่ดี แต่คือการสร้างความไว้วางใจผ่านภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ความสามารถทางภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทางการเงิน การวางกลยุทธ์ หรือการบริหารความเสี่ยง ตลาดแรงงานจึงมีแนวโน้มต้องการแรงงานที่มี “ทักษะผสมผสาน” ผู้ที่ต้องพึ่งล่ามในทุกการประชุมจึงเสียเปรียบตั้งแต่ต้น
คนที่พูดภาษาจีนได้แต่ขาดความรู้ด้านธุรกิจก็ตกอยู่ในบทบาท “คนประสานงาน” ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ข้อเสนอทางการเงิน ประเมินความเสี่ยง หรือสร้างกลยุทธ์ธุรกิจได้ด้วยตัวเอง นั่นคือเหตุผลที่คนซึ่งมีทั้งสองทักษะจึงไม่ได้แค่ “หางานได้ง่ายกว่า” แต่เข้าสู่ตำแหน่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่บทบาท อำนาจในการตัดสินใจ เส้นทางการเติบโต และค่าตอบแทน
ช่องว่างทักษะ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รอคนมองเห็น
ปัญหา Skills Mismatch หรือ “ทักษะไม่ตรงกับความต้องการ” คือหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างเร่งด่วนของกำลังแรงงานไทย ปัญหานี้มีรากมาจากระบบการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเฉพาะทางออกมาทีละด้าน ผู้สำเร็จการศึกษาด้านภาษาจีนอาจมีทักษะการสื่อสารที่ดี แต่ขาดความเข้าใจเชิงลึกด้านธุรกิจ ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจอาจขาดความสามารถในการสื่อสารกับคู่ค้าจีนโดยตรง ส่งผลให้ต้องพึ่งพาบุคคลกลางหรือล่ามแปลภาษา ซึ่งอาจลดทอนประสิทธิภาพและความเร็วในการตัดสินใจ
ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของ “โครงสร้างหลักสูตรที่แยกส่วน” (fragmented curriculum structure) มากกว่าการออกแบบ “การเรียนรู้แบบสหวิทยาการ” (interdisciplinary integration) ใครที่อยากมีทั้งสองทักษะต้องเรียนแยกกันสองหลักสูตร ใช้เวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ปี และแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
อุตสาหกรรมที่เปิดกว้าง ไม่ใช่แค่บริษัทจีน
การลงทุนจากจีนในไทยแผ่ขยายออกไปในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผู้ผลิตจีนหลายรายกำลังตั้งฐานการผลิตในไทย พลังงานสะอาด ดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซที่แพลตฟอร์มจีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนเหล่านี้ล้วนต้องการบุคลากรที่สามารถเชื่อมสองโลกเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่เจรจากับซัพพลายเออร์จีน นักการตลาดที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคของชาวจีน ที่ปรึกษาด้านการลงทุน หรือผู้บริหารที่รายงานผลงานให้สำนักงานใหญ่ในจีนได้โดยไม่สูญเสียความละเอียดอ่อนในการสื่อสาร
แนวโน้มในตลาดแรงงานโลกยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทักษะนำวุฒิ หรือ Skills-Over-Pedigree ซึ่งนายจ้างให้ความสำคัญกับความสามารถที่พิสูจน์ได้จริง มากกว่าชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา หลายองค์กรชั้นนำได้เริ่มลดหรือถอดข้อกำหนดวุฒิปริญญาตรีออกจากประกาศรับสมัครงาน แนวโน้มดังกล่าวส่งผลต่อการออกแบบหลักสูตรและโครงสร้างการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ
เส้นทางการศึกษาและแนวโน้มในระยะยาว
ปัจจุบันมีเส้นทางการศึกษาหลายรูปแบบสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะทั้งสองด้าน และแต่ละเส้นทางก็มีข้อดีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของผู้เรียน เส้นทางแรก คือการเรียนภาษาจีนระดับปริญญาตรีก่อนแล้วต่อ MBA ซึ่งให้ฐานความรู้ที่ครอบคลุมทั้งสองด้านอย่างเป็นระบบ แต่ใช้เวลารวม 6–7 ปีและมีค่าใช้จ่ายสูง เหมาะสำหรับผู้ที่มองภาพระยะยาวและต้องการความได้เปรียบด้านวุฒิการศึกษาในองค์กรขนาดใหญ่ เส้นทางที่สอง คือการเรียน MBA พร้อมเสริมคอร์สภาษาจีนจากสถาบันเอกชนควบคู่กันไป ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและเหมาะกับผู้ที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว แต่อาจขาดบริบทธุรกิจจีนเชิงลึกที่จะได้จากการเรียนอย่างเป็นระบบ เส้นทางที่สาม คือหลักสูตรควบระดับปริญญาตรีและปริญญาโทแบบบูรณาการที่หลายสถาบันเริ่มเปิดสอน โดยออกแบบให้ผู้เรียนฝึกใช้ภาษาในบริบทธุรกิจจริงควบคู่กับวิชาบริหารธุรกิจในกรอบเวลาที่สั้นกว่าและประหยัดกว่าการเรียนแยกสองหลักสูตร
นอกเหนือจากสามเส้นทางข้างต้น หลักสูตรประกาศนียบัตรเฉพาะทาง (Specialized Diploma) ระยะเวลา 1 ปี ยังเป็นรูปแบบที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เรียนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็ว หลักสูตรประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อเน้นทักษะเชิงปฏิบัติที่ตลาดต้องการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าจีน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ หรือการบริหารโครงการข้ามวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างผลงานที่นำเสนอต่อนายจ้างได้จริงตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน
หลักสูตรนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนปริญญาตรีหรือ MBA หากแต่เป็นการออกแบบโครงสร้างการเรียนรู้แบบ “โฟกัสให้ตรงจุด” สำหรับผู้ที่รู้ชัดแล้วว่าต้องการทำงานด้านใด และพร้อมจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในระยะเวลาที่สั้นกว่า สำหรับกลุ่มนี้ “ประกาศนียบัตรเฉพาะทาง” อาจเป็นคำตอบที่จะช่วยร่นระยะเวลาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ราว 2–3 ปี เมื่อเทียบกับเส้นทางดั้งเดิม
ในตลาดที่คนส่วนใหญ่กำลัง job hunting คนที่มีทั้งภาษาและธุรกิจไม่ได้อยู่ในเกมเดียวกัน
พวกเขาไม่ได้ "หา" งาน พวกเขา "เลือก"
อ้างอิง
1. หอการค้าไทย-จีน / ฐานเศรษฐกิจ (2567). การค้าไทย-จีน 8 เดือนแรกปี 2567. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2567. https://www.thansettakij.com/business/trade-agriculture/609136
2. BOI (2568). Thailand BOI 2024 Investment Applications Annual Report. PRNewswire, 13 January 2025. https://www.prnewswire.com/in/news-releases/thailand-boi-says-2024-investment-applications-soar-35-to-10-year-high-302349146.html
3. ฐานเศรษฐกิจ (2568). ทุนมังกรปักฐาน 7.7 แสนล้าน 7 ปีเทรดวอร์ไทย. 24 มกราคม 2568. https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/617744
4. BOI. Foreign Direct Investment Statistics by Country 2561-2567. https://www.boi.go.th/index.php?page=statistics_oversea_report_st








