ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ปิดร่วงกว่า 2% หลังตลาดคลายกังวลความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน ลดความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก ส่งผลกดดันราคาน้ำมันก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน
ภาพรวมตลาดน้ำมันล่าสุด
ราคาน้ำมันดิบโลกปิดปรับตัวลงแรงในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) โดยถูกกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลาย หลังนักลงทุนประเมินว่าโอกาสเกิดความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านลดลง ส่งผลให้ “พรีเมียมความเสี่ยงด้านอุปทาน” (Risk Premium) ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาน้ำมันดิบ WTI Crude Oil ส่งมอบเดือนก.ค.
ปิดที่ 90.54 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 2.5 ดอลลาร์ หรือ -2.69%
สัญญาน้ำมันดิบ Brent Crude Oil ส่งมอบเดือนส.ค.
ปิดที่ 93.09 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 1.94 ดอลลาร์ หรือ -2.04%
ปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน
1. ความตึงเครียดตะวันออกกลางคลี่คลาย
ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสัญญาณความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มลดความร้อนแรงลง ทำให้แรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หายไปบางส่วน
2. Risk Premium ในตลาดพลังงานลดลง
เมื่อความเสี่ยงสงครามลดลง ราคาน้ำมันจึงถูกปรับฐานจากระดับ “พรีเมียมความเสี่ยง” กลับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนอุปสงค์–อุปทานจริงมากขึ้น
3. แรงขายทางเทคนิคระยะสั้น
หลังราคาปรับขึ้นต่อเนื่องก่อนหน้า นักลงทุนบางส่วนเริ่มทำกำไร (Profit Taking) ส่งผลให้เกิดแรงขายซ้ำเติมในตลาดฟิวเจอร์ส
แนวโน้มก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ (8 มิ.ย. 2569)
ภาพรวมระยะสั้น
ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้ม “แกว่งตัวในกรอบอ่อนลง”
ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัย “อุปสงค์โลก” มากกว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
แรงรีบาวด์มี แต่ยังถูกจำกัดด้วย Sentiment เชิงลบระยะสั้น
ปัจจัยที่ต้องจับตา
สถานการณ์ตะวันออกกลางรอบใหม่ หากกลับมาตึงเครียดจะหนุนราคาทันที
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สะท้อนแนวโน้มการใช้น้ำมัน
ทิศทางค่าเงินดอลลาร์และอัตราดอกเบี้ยเฟด
ราคาน้ำมันดิบโลกกำลังเข้าสู่ช่วง “ปรับฐานจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง” ทำให้แรงหนุนด้านความกังวลอุปทานหายไปบางส่วน ขณะที่ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจและอุปสงค์พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นยังมีแรงกดดันต่อราคาน้ำมันก่อนเปิดตลาดสัปดาห์ใหม่








