บทความ บทวิเคราะห์

“ภูมิใจไทย” ได้หรือเสีย ? หากไร้เงา “กล้าธรรม” ในสมการรัฐบาล

แชร์ข่าว

ชัยชนะอย่างถล่มทลาย จากการกวาด สส. ถึง 193 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2569 ได้ยกระดับให้ “พรรคภูมิใจไทย” ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจทางการเมือง ความแข็งแกร่งนี้สะท้อนผ่านกรณีที่ “พรรคกล้าธรรม” ยอมเข้าร่วมรัฐบาล อย่างไร้ซึ่งข้อต่อรองใดๆ หลังถูกปฏิบัติการทุบจนสะบักสะบอม 

แต่คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคงด้วยเสียงสนับสนุนถึง 295 เสียง (ภูมิใจไทย 193 + เพื่อไทย 74 เสียง + พรรคเล็ก 28 เสียง) การดึงกล้าธรรมเข้ามาร่วมสมการยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ? 

และสมมติว่า หากตัดพรรคกล้าธรรมออกไป ภูมิใจไทยจะได้หรือเสียมากกว่ากัน ? ภายใต้สถานการณ์ล่าสุดที่กล้าธรรมยอมจำนนแบบไร้เงื่อนไขใดๆ 

1. ข้อดี: หากตัด “กล้าธรรม” ออกจากสมการรัฐบาล 

(1) รักษาโควตารัฐมนตรี 

แม้ล่าสุดพรรคกล้าธรรมจะยอมถอย ไม่ยึดติดกับ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” และปล่อยให้เป็นดุลพินิจของภูมิใจไทย แต่ด้วยจำนวน สส. ถึง 58 คน หากเข้ามาร่วมรัฐบาลจะทำให้ตัวเลขพุ่งสูงถึง 353 เสียง ซึ่งอาจมากเกินความจำเป็น 

ดังนั้นการตัดกล้าธรรมออกไปจะช่วยลด “ตัวหาร” ในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ภูมิใจไทยสามารถจัดสรรตำแหน่งให้คนในพรรคและพรรคร่วมอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น 

(2) ให้บทเรียนราคาแพง กับพันธมิตรที่ไม่ทำตามข้อตกลง 

รอยร้าวจากการเลือกตั้งยังคงเด่นชัด จากข้อมูลที่บ่งชี้ว่ากล้าธรรมเคยผิดข้อตกลง ไม่หลีกทางให้ผู้สมัครของภูมิใจไทยในบางเขตตามที่สัญญากันไว้ การกีดกันพรรคกล้าธรรมออกจากการร่วมรัฐบาล จึงเปรียบเสมือนการเช็คบิลย้อนหลัง เพื่อตอบโต้ทางการเมืองอย่างสาสม 

(3) เชือดไก่ให้ลิงดู 

การผลักพรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการส่งสัญญาณเชิงอำนาจที่ทรงพลังไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ว่าภูมิใจไทยคือแกนนำที่แท้จริง ห้ามมีการต่อรอง หรือแข็งข้อ ซึ่งเป็นการสร้างระเบียบวินัยใหม่ในการร่วมรัฐบาล 

2. ข้อเสีย: หากขาด “กล้าธรรม” ในสมการรัฐบาล 

(1) “เพื่อไทย” มีอำนาจต่อรองสูง 

หากตัด 58 เสียงของกล้าธรรมออก รัฐบาลจะเหลือ 295 เสียง โดยมี “พรรคเพื่อไทย” (74 เสียง) เป็นพรรคร่วมอันดับสองที่มีอำนาจต่อรองสูงมาก หากวันใดเกิดความขัดแย้งและเพื่อไทยขู่ถอนตัว รัฐบาลจะเหลือเสียงเพียง 221 เสียง กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยทันที 

สถานการณ์นี้จะมอบ “อำนาจต่อรองมหาศาล” ให้กับเพื่อไทยในการบีบโควตากระทรวงเกรด A หรือผลักดันนโยบายของตนเอง โดยที่ภูมิใจไทยอาจจำต้องยินยอม 

(2) สูญเสีย “หลักประกันความเสี่ยง” 

ในเชิงยุทธศาสตร์ กล้าธรรมคือพรรคคานอำนาจชั้นเยี่ยม ! การมีกล้าธรรมร่วมรัฐบาลถือเป็นหลักประกันความมั่นคง หากเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลก็ยังสามารถอยู่รอดได้ ทำให้ภูมิใจไทยมีทางหนีทีไล่และไม่ต้องเกรงใจเพื่อไทยมากเกินไปนัก 

(3) สร้างศัตรูที่รู้ทัน 

ร.อ.ธรรมนัส คือบุคคลที่เข้าใจกลไกการเมืองและรู้ตื้นลึกหนาบางของรัฐบาลเป็นอย่างดี หากผลักเขาไปเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวพร้อมกับความแค้น ภูมิใจไทยอาจต้องเผชิญกับเกมการตรวจสอบที่กัดไม่ปล่อย ทั้งเกมในสภาและนอกสภา ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

 3. สมการแห่งอำนาจ 

จากการวิเคราะห์ ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดสำหรับภูมิใจไทยไม่ใช่เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี แต่คือการปล่อยให้ “เพื่อไทยมีอำนาจต่อรองมากเกินไป” 

ทางออกที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การปิดประตูใส่กล้าธรรม แต่คือ “การรับเข้าร่วมแบบจำกัดอำนาจ” ภายใต้เงื่อนไขที่กล้าธรรมยอมรับแล้ว ได้แก่ (1) ไม่ได้กระทรวงเกษตรฯ (2) ร.อ.ธรรมนัส ไม่รับตำแหน่ง และ (3) อาจได้เพียงกระทรวงเกรด C 

ดังนั้น การมีพรรคกล้าธรรมอยู่ในรัฐบาล น่าจะเป็นหนทางที่ดีสุด เพราะภูมิใจไทยจะได้ “58 เสียง” มาคานอำนาจพรรคเพื่อไทย รวมถึง 74 เสียงของพรรคเพื่อไทย ก็คานอำนาจกล้าธรรมไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการถ่วงดุลที่ทำให้ภูมิใจไทยยังคงเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์สูงที่สุด จากสมการแห่งอำนาจนี้

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

#ภูมิใจไทย #กล้าธรรม #สมการรัฐบาล #จัดตั้งรัฐบาล #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #เลือกตั้ง2569 #เกมอำนาจ #พรรคร่วมรัฐบาล