การหาเสียงโค้งสุดท้าย เข้มข้นและดุเดือดตามคาด เมื่อฉากการต่อสู้ทางการเมืองดูเหมือนว่า ไม่ได้ถูกจำกัดวงเอาไว้เฉพาะที่ “3 ขั้ว” เท่านั้น เพราะนาทีนี้ “พรรค” ที่ชิง “อันดับ 4” ทั้งพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ กำลังกลายเป็น “ตัวแปร” ที่สำคัญ ซึ่งอาจชี้ว่าหน้าตา “รัฐบาลผสม” ที่จะเกิดขึ้น เป็นอย่างไร ?
ระหว่างการขับเคี่ยวระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคประชาชน ที่ชิงการนำเป็น “พรรคอันดับ1” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทย เองถูกประเมินว่าอยู่ในสถานะที่จะเบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 หรือ 2
ปรากฏว่า ทั้งขั้วสีส้ม และพรรคสีน้ำเงิน กลับเจอกับ “ปัญหาใหญ่” พุ่งเข้าใส่เป็นระลอกๆ โดยเฉพาะยิ่งเหลือเวลา หาเสียงอีกไม่ถึง 10 วัน แต่ “อาวุธหนัก” กำลังถูกปล่อย ทยอยออกมาให้ได้เห็นกันแล้ว
กรณี คลิปเสียงโผล่ก่อนวันโหวต โดย “ ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ภัทรพงศ์ ศุภักษร ทนายความคนดัง ได้เผยแพร่คลิปเสียงการสนทนา คาดว่าเป็น “นักการเมือง” รายหนึ่ง โทรคุยกับ สจ. เพื่อให้ช่วยสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำเอาสนามการเมือง ระอุขึ้นมาทันที !
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.พ.69 ที่ผ่านมา “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ผู้สมัครสส.รมช.มหาดไทย ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ถูกพาดพิงว่าเสียงในคลิปนั้นคล้ายกับเสียงตนเอง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี ผู้ทีเผยแพร่คลิป แล้วที่ สภ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
ปัญหาในทางคดีความจากนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งต้องใช้เวลาอีกยาว แต่ “เอฟเฟกซ์” ที่เกิดขึ้นกับ พรรคภูมิใจไทย ,ตัวศักดิ์ดา และรวมถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผู้ถูกระบุถึงว่า “ใจดำ” จะหาทางออกอย่างไร เพื่อให้เกิด “ผลกระทบ” น้อยที่สุด
ทั้งในระดับสส.เขตที่เมืองกาญจน์ ซึ่งศักดิ์ดา หอบเอาทีมมาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย และเรื่องนี้หากมีการขยายผล โดยฝั่งตรงข้าม เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ
จากพรรคที่จ่อคิวขึ้นแท่นเป็น “แกนนำตั้งรัฐบาล” กำลังถูกตั้งคำถามก่อนถึงวันเลือกตั้ง ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ไม่มากก็น้อย แต่ “คีย์เวิร์ด” ที่ถูกถอดออกจาก บทสนทนาในคลิปเสียงคล้ายกลับน่าสนใจว่า จะทำให้เกิด “กระแสพลิกกลับ” ตามมา จนทำให้ ทั้ง “แดง” และ “ส้ม” ได้แต้มไปแทนหรือไม่
ล่าสุดวันนี้ “เทพไท เสนพงศ์” อดีตสส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุก ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับรายละเอียด หรือเนื้อหาในคลิปดังกล่าว 3 ประเด็น คือ
1.ระบุว่า พรรคสีน้ำเงินจะได้จัดตั้งรัฐบาลและไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น
2.ระบุว่า ถ้าเป็นพรรคสีส้มตั้งรัฐบาล จะเกิดการรัฐประหาร
3.ระบุว่า พรรคสีแดงไม่มีโอกาสได้ตั้งรัฐบาล เพราะนายใหญ่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
เทพไท มองว่า 3 ประเด็นดังกล่าวไม่เพียงแต่จะน่าสนใจเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งที่ฝ่ายมีส่วนได้เสียนำมาขยายผลในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง อาจส่งผลตามมา
อย่างไรก็ดี สถานการณ์สำหรับพรรคภูมิใจไทย เวลา ถูกประเมินว่ามีความได้เปรียบคู่ต่อสู้หลายเท่า และยังเป็นการเลือกตั้งที่ พรรคสีน้ำเงินเดินเกมล่วงหน้า ด้วยการดึง “บ้านใหญ่” ในหลายจังหวัดให้มาอยู่รวมกัน โดยหวังว่าจะไม่ต้อง “แบ่ง” เก้าอี้สส.ให้กับพรรคใด
แต่อย่าลืมว่าการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคส้ม พรรคประชาชน เองได้รับเสียงสนับสนุน ไม่น้อยแม้กระแส “พิธาฟีเวอร์” จะลดลงกว่าปี 2566 ขณะเดียวกัน การกลับของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค ยิ่งทำให้ “เป้าหมาย” ที่จะได้สส.ในกทม.และภาคใต้ กลับไม่ง่ายนัก
ปฏิบัติการคลิปเสียงจากทนายอั๋น จะกระทบต่ออนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ไปจนถึงที่เมืองกาญจน์ ได้มากน้อย และจะเท่ากับการที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตนักการเมือง คนดัง ออกมา “เขย่า” พรรคประชาชน ชนิดรายวัน และเรียงตัว ได้หรือไม่ ล้วนเป็น “ปรากฏการณ์” ที่ต้องติดตาม อย่ากระพริบตา เพราะจากนี้ไป ยังไม่มีใครรู้ว่า "พรรคไหน" จะเจออาวุธลับ แบบไหนตามมา !








