ครม.ใหม่ ภายใต้ “อนุทิน 2” ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่ต้องว๊าว หรือชวนให้ตื่นเต้น อาจจะเป็นเพราะ สถานการณ์ที่พี่น้องประชาชน กำลังเผชิญหน้ากับ วิกฤตพลังงาน นั้นมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ
ทุกข์เพราะราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น ทุกข์เพราะข้าวของสินค้าแพงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ หน้าตารัฐบาลใหม่ ไม่พบว่ามีความแตกต่างไปจาก ชุดรักษาการที่กำลังแก้ไขวิกฤตพลังงานอยู่ในเวลานี้ จะมีที่น่าสนใจ คือรัฐบาลชุดนี้ รัฐมนตรีป้ายแดง ทั้ง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” เองล้วนแล้วแต่ส่งตรงมาจาก “ลูกหลานนักการเมือง” และกลุ่มบ้านใหญ่แทบทั้งสิ้น
เท่ากับว่าปัญหาของ “รัฐบาลใหม่” คือการเข้ามาสะสางงานต่อรัฐบาลรักษาการ รวมทั้งยังต้องแบกรับทั้งความคาดหวังและ เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หากจากนี้ไปรัฐบาลใหม่ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า พวกเขายืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ “นายทุน” ตามที่ เจอกับแรงกดดัน จากการนำเงินกองทุนน้ำมันไปอุ้มราคาน้ำมัน
ในรายของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ต้องยอมรับว่า เจอกับแรงเสียดทานหนักหน่วงมากที่สุด และอาจจะมากกว่า “นายกฯอนุทิน” ด้วยซ้ำ !!
ล่าสุดการแต่งตั้งครม.ใหม่ พิพัฒน์ เองยัง อยู่ในตำแหน่งการเล่นเดิม นั่นคือ รองนายกฯและรมว.คมนาคม รวมทั้งยังนั่งหัวโต๊ะในการแก้ไขวิกฤตพลังงาน หลังจากที่การลาออกของพิพัฒน์ ไม่ผ่านการอนุมัติจาก นายกฯอนุทิน
ดังนั้น พิพัฒน์ จึงยังเป็น “ประธานศบก.” ต่อไปเหมือนเดิม และนั่นหมายความว่า เสียงโจมตี เรื่องธุรกิจปั๊มน้ำมัน PT ของครอบครัว แต่กลับมานั่งเป็นประธานแก้วิกฤตพลังงาน แล้วจะไม่เกิด “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือไม่
ขณะที่ทางพิพัฒน์ โพสต์เฟซบุกเปิดเผยความในใจว่า “ การยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้ในฐานะ ผอ.ศบก. เป็นเจตนาที่ผมต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน แต่เมื่อท่านนายกฯ ยังเห็นว่าผมสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มี ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้” และย้ำว่า การทำงานทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบได้ และต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
การวางตำแหน่งผู้เล่นของ พิพัฒน์ นั้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายกฯอนุทิน เพียงคนเดียว อย่าลืมว่า แม้การส่งพิพัฒน์ ให้อยู่ในสภาพทั้งหนังหน้าไฟ เผชิญกับแรงกดดันและคำถามที่ว่าด้วยประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยเอง ต้องประเมิน ได้ว่า หากพิพัฒน์ ผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปได้นั่นคือการพิสูจน์ทั้งตัวพิพัฒน์ และพรรคไปพร้อมๆกัน
แต่หากเกิดผลในทาง “ลบ” รัฐบาลและโดยเฉพาะ ประธานศบก.เองต้องเจอกับ “ฝ่ายค้าน” ตลอดจนสังคม ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจต้องมีการตัดสินใจเปลี่ยนตัวเล่นกันอีกรอบ
อย่างน้อยที่สุด เวทีที่ นายกฯอนุทิน และครม.ใหม่ จะเปิดการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 9 -10 เม.ย.นี้ พิพัฒน์ จะผ่านด่าน “ฝ่ายค้าน” ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และฝ่ายค้านร่วม ไปได้ โดยบอบช้ำน้อยที่สุดได้อย่างไร !?







