ดร.ขวัญนภา สุขคร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง บทเรียนจากงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่ต้องคิดใหม่ จาก “เครื่องมือวิจัย” สู่ “การออกแบบเพื่อการพัฒนา” ความว่า ในวันที่สังคมเผชิญปัญหาซับซ้อนและต้องการคำตอบที่จับต้องได้มากกว่าทฤษฎี งานวิจัยเชิงพื้นที่กำลังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการ “อธิบายปัญหา” หากแต่ต้องมีบทบาทในการ “ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” ในพื้นที่จริง บทความนี้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบงานวิจัยแบบเดิมอาจไม่เพียงพอหากต้องการผลลัพธ์เชิงการพัฒนาในพื้นที่จริง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยเชิงพื้นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคมและการพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผู้สูงอายุ เมืองแห่งการเรียนรู้ เศรษฐกิจชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลลัพธ์ของงานวิจัยจำนวนไม่น้อย จะพบคำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจว่า เหตุใดงานวิจัยจำนวนมากจึง “ให้ความรู้เพิ่มขึ้น” แต่พื้นที่กลับ “เปลี่ยนแปลงน้อยกว่าที่ควร”
คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของนักวิจัย หรือความตั้งใจของผู้ทำงาน หากแต่อยู่ที่ “กรอบคิดในการออกแบบงานวิจัย” ที่ยังคงยึดรูปแบบดั้งเดิมเป็นหลัก
โดยทั่วไป การออกแบบงานวิจัยมักเริ่มจากการกำหนดคำถามวิจัย กลุ่มตัวอย่าง และเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ หรือแนวคำถามเชิงลึก จากนั้นจึงดำเนินการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผล รูปแบบเช่นนี้ไม่มีปัญหา หากเป้าหมายของงานวิจัยคือการสร้างองค์ความรู้หรืออธิบายปรากฏการณ์ทางวิชาการ แต่สำหรับ “งานวิจัยเชิงพื้นที่” ที่ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะต้องนำไปสู่การพัฒนา การยกระดับคุณภาพชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในพื้นที่จริง การออกแบบที่เน้นเพียงเครื่องมือเก็บข้อมูลอาจไม่เพียงพอ
จากประสบการณ์การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ในหลายบริบท ผู้เขียนพบว่า หากงานวิจัยถูกออกแบบเพียงเพื่อ “เก็บข้อมูล” ผลลัพธ์ที่ได้มักหยุดอยู่ที่รายงาน ข้อค้นพบ หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ต้องรอการนำไปใช้ในอนาคต ขณะที่พื้นที่และผู้คนซึ่งเป็นหัวใจของงานวิจัยกลับยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่งานวิจัยดำเนินอยู่
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตั้งคำถามใหม่ว่า งานวิจัยเชิงพื้นที่ควรออกแบบเพียงเพื่อ “เรียนรู้จากพื้นที่” หรือควรออกแบบเพื่อ “พัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับการเรียนรู้”
อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การกำหนด “กลุ่มเป้าหมาย” ของงานวิจัย โดยในงานวิจัยทั่วไป กลุ่มเป้าหมายมักหมายถึงกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูล ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง หรือข้อเท็จจริงให้แก่นักวิจัย แต่ในงานวิจัยเชิงพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายไม่ได้ควรมีเพียงบทบาทของผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น หากแต่ควรถูกกำหนดให้ชัดเจนว่า ใครคือ “กลุ่มที่จะได้รับการพัฒนา” จากกระบวนการวิจัยนั้น
การไม่แยกความแตกต่างระหว่าง “กลุ่มให้ข้อมูล” กับ “กลุ่มเป้าหมายเพื่อการพัฒนา” ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังจะเกิดกับใคร อย่างไร และในระดับใด ผลที่ตามมาคือการประเมินผลลัพธ์ของงานวิจัยเชิงพื้นที่ทำได้ยาก และพื้นที่ไม่สามารถนำงานวิจัยไปต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในทางปฏิบัติ งานวิจัยเชิงพื้นที่ที่มุ่งหวังผลลัพธ์เชิงพัฒนา จำเป็นต้องออกแบบ “กิจกรรมการขับเคลื่อน” ควบคู่ไปกับการออกแบบเครื่องมือเก็บข้อมูล กิจกรรมเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของเวิร์กช็อป การร่วมออกแบบ การทดลองต้นแบบ หรือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมหลังการเก็บข้อมูล แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีวิจัยเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานวิจัยเชิงพื้นที่ควรทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มการพัฒนา” ไม่ใช่เพียง “กระบวนการสังเกตการณ์” นักวิจัยจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บข้อมูลอย่างเป็นกลางเท่านั้น หากแต่เป็นผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ ผู้เชื่อมโยงภาคี และผู้ร่วมพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับชุมชน ขณะเดียวกัน ในเชิงระบบ กรอบการเสนอโครงการด้านงานวิจัยเชิงพื้นที่อาจต่อยอดได้อีกขั้น หากเปิดพื้นที่ให้การออกแบบกิจกรรมเชิงพัฒนาและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีการออกแบบกิจกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่ตั้งแต่ต้น และกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างชัดเจน งานวิจัยสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงองค์ความรู้และเชิงการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน พื้นที่เกิดการเรียนรู้และการปรับตัวระหว่างกระบวนการวิจัย โดยไม่จำเป็นต้องรอจนโครงการสิ้นสุดจึงจะเริ่มการพัฒนา
บทเรียนสำคัญจากงานวิจัยเชิงพื้นที่จึงอาจไม่ใช่เพียงคำตอบเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นข้อชวนคิดเชิงระบบว่า กรอบการออกแบบและการสนับสนุนงานวิจัยในปัจจุบันควรเปิดพื้นที่ให้การพัฒนาเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการวิจัยมากน้อยเพียงใด และอย่างไร
ในบริบทที่ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและต้องการคำตอบที่ทันท่วงที งานวิจัยเชิงพื้นที่อาจต้องถูกมองในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายมากกว่ากระบวนการทางวิชาการเพียงอย่างเดียว การขยับจาก “การออกแบบเพื่อการเก็บข้อมูล” ไปสู่ “การออกแบบเพื่อการพัฒนา” จึงไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพงานวิจัย แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพของระบบวิจัยในการตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน







