ลีลาชีวิต/ ทวี สุรฤทธิกุล
“คนไทยอยู่ที่ไหนก็เป็นคนไทย คือเปี่ยมไปด้วยความเมตตา โอบอ้อมอารีแก่กันและกัน และรักกันเสมือนเป็นญาติเสมอ”
หลังการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ เมื่อพ้นขีดอันตรายและได้ออกมาจากห้อง I.C.U. แล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อพักฟื้นที่ข้างนอกโรงพยาบาล เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอเพียง โดยท่านได้มาพักที่บ้านพักของ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ที่ชานเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งทางโรงพยาบาลซีดาร์ไซนายได้ส่งนางพยาบาลผิวหมึกตัวโตมาก ๆ มาคอยดูแล (และอุ้มยกเพราะตัวท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่เล็กเหมือนกัน) นางพยาบาลคนนี้อดทนมาก เพราะจะต้องโดนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ดุด่าเสียงดังทุกวัน อันเนื่องมาจากความเจ็บปวดของแผลผ่าตัดขนาดมหึมากลางหน้าอก ที่นางพยาบาลคนนี้ก็พยายามที่จะไม่ทำให้เจ็บปวดมาก แต่กระนั้นบางทีก็ต้องฉีดมอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้สบายและสงบขึ้น
ที่บ้านพักนี้เป็นละแวกที่มีคนไทยอื่น ๆ อาศัยอยู่อีกบ้าง ทุกเช้าที่เราคือผู้เขียนกับนางพยาบาลพากันเข็นรถนั่งให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ออกมาสูดอากาศไปตามถนนในละแวกหมู่บ้าน ก็จะเจอคนไทยหลาย ๆ คนอยู่บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักว่าคนที่นั่งบนรถเข็นนี้คือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ แต่เขาคงสังเกตรู้ว่าน่าจะเป็นคนที่มาจากเมืองไทย คือคงรู้ได้จากเสียงพูดคุยที่ผู้เขียนคุยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นส่วนหนึ่ง แต่ก็มีบางคนที่คงติดตามข่าวสารจากเมืองไทย ก็อาจจะรู้ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มารักษาตัวที่ลอสแองเจลิส และก็คงได้เห็นภาพใบหน้าค่ำตาของท่านมาด้วย ก็เข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม ซึ่งก็ได้ทำให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีใบหน้าแช่มชื่นและมีความสุขขึ้นมาก โดยบางคนมีลูกหลานเล็ก ๆ มาด้วยก็บอกเด็ก ๆ นั้นว่า “Say hi Grandy” หรือ “สวัสดีคุณปู่” อย่างอบอุ่น
วันหนึ่งใกล้ ๆ วันที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะได้เดินทางกลับประเทศไทย (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เดินทางจากเมืองไทยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2530 มาเตรียมร่างกายที่ในโรงพยาบาลก่อนผ่าตัดราว 5 วัน ผ่าตัดแล้วพักฟื้นอยู่ในห้อง I.C.U. อีก ๒ สัปดาห์ จากนั้นก็มาฟื้นฟูร่างกายที่บ้านพักของพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภาอีก 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 28 ธันวาคม รวมระยะเวลาที่ไปรักษาตัวครั้งนั้น 41 วัน ซึ่งผู้เขียนที่เป็นข้าราชการและลาไปดูแลท่าน ตามสิทธิ์นั้นจะลาได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน ระหว่างที่อยู่สหรัฐอเมริกาจึงต้องทำเรื่องลาเพิ่มอีก 15 วัน) ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมวัดไทยในลอสแองเจลิส โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร (ท่านเป็นพระที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แต่ก็ได้มาดูแลวัดไทยที่ลอสแองเจลิสนี้ด้วย ทราบว่าเป็น “แฟนคลับ” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เหนียวแน่นมาก ๆ) ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า “เสด็จเตี่ย” ได้ให้คนมาเชิญ ตอนนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แข็งแรงขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องนั่งรถเข็น แต่ก็ต้องใช้ไม้เท้าเพื่อความไม่ประมาท
ที่วัดไทยในวันนั้นมีคนไทยมาวัดเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน ซึ่งก็เป็นปกติในวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์ที่คนไทยจะมารวมกันเพื่อ “ทำบุญ” (ว่ากันว่าคนไทยก็ทำตามแบบฝรั่งที่มักจะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ อีกทั้งเป็นวันหยุดก็จะได้พาครอบครัวไปพบปะคนไทยอื่น ๆ ที่วัดนั้นด้วย ถือว่าเป็นการ “สร้างสังคม” และ “รักษาความเป็นไทย” ไว้ให้เหนียวแน่น) ซึ่งจะมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างมารวมกันที่วัด ตั้งแต่การเปิดร้านขายสิ่งของและอาหาร บางสัปดาห์อาจจะมีการละเล่นและฟ้อนรำ รวมถึงดนตรีไทย ซึ่งมีคนไทยช่วยกันจัดเป็นชมรมหรือ “คลาส” ชั้นเรียนต่าง ๆ แต่ที่ทำมานานแล้วก็คือการสอนพระพุทธศาสนา ที่มีต้นแบบมาจากประเทศไทย คือ “โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ที่ได้รับความนิยมมาก
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้คุยกับคนไทยจำนวนมากอยู่กว่าครึ่งวัน ทราบว่าทุกคนมีความสุขเป็นอย่างดี ส่วนมากจะมีงานที่มั่นคงและมีฐานะดีพอควร (เพราะได้เป็นอเมริกันซิติเซ่นแล้ว แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นพวกหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือที่คนอเมริกันเรียกว่า “โรบินฮู้ด” และคนไทยเรียกกันเองว่า “กะเหรี่ยง” เพราะยังมีฐานะเป็นผู้อพยพจนถึงผู้หลบหนีเข้าเมือง หรือวีซ่าหมดแล้วแต่ยังไม่กลับประเทศไทย บางคนนั้นก็หลบซ่อนอาศัยอยู่มาเป็นสิบ ๆ ปี) แต่ที่น่าชื่นชมก็คือคนไทยเหล่านี้ยังรักษาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของเมืองไทยไว้เป็นอย่างดี แม้แต่การที่มาพบกันในวันอาทิตย์ทุกอาทิตย์นั้นก็ยังแต่งกายด้วยชุดไทยมาเป็นประจำ รวมทั้งที่สอนให้ลูกหลานแต่งกายแบบไทยและพูดภาษาไทยนั้นด้วย ที่สำคัญคือความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัว และความนับถือศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์และมั่นคง (คือที่วัดไทยลอสแองเจลิสเมื่อครั้งนั้นไม่มีพุทธพาณิชย์ ขายพระ รูปบูชา และเครื่องรางของขลังใด ๆ รวมถึงพิธีกรรมที่งมงาย เช่น อาบน้ำมนตร์ หรือปลุกเสก ฯลฯ เหล่านั้น แต่ปัจจุบันจะเป็นอย่างไรแล้วก็ไม่ทราบ)
ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ประทับใจมากและไม่คิดไม่ฝันว่าจะยังมีอยู่ในหมู่คนไทยที่นี่ ก็คือ “จิตใจไทย” ที่ยังรักและเอื้อ ช่วยเหลือกันและกันเป็นอย่างดี อย่าลืมว่าคนไทยที่ลอสแองเจลิสคือคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่เดินทางมา “เผชิญโชค” ที่สหรัฐอเมริกา โดยจะเดินทางเข้ามามากในช่วงที่มีสงครามเวียดนาม ตั้ง พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีฐานะไม่ดีและมาจากชนบท ส่วนมากจะมุ่งเข้ามา “ขุดทอง” คือแสวงหาความร่ำรวย และมักจะเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาแล้วก็ไม่กลับประเทศไทย กลายเป็นคนเร่ร่อนและสร้างปัญหาให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก (ไม่เฉพาะแต่คนไทย แต่ยังมีคนชาติอื่น ๆ ที่รัฐบาลสหรัฐเข้าไปช่วยเหลือเพื่อขยายอำนาจในยุคสงครามเย็น ก็มีการอพยพและหลบซ่อนอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากเช่นกัน) ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็พยายาม “คัดสรร” คนเข้ามาเป็นพลเมืองหรือ “ซิติเซ่น” ด้วยการออกกรีนการ์ดให้ทำงานและอาศัยอยู่ได้อย่างถาวร ที่สุดก็ต้องมีการ “สอบ” เพื่อให้ได้กรีนการ์ดดังกล่าวนี้ด้วย
นอกจากจะไปขุดทองหรือแสวงโชคกันดังกล่าวแล้ว ยังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาในช่วงนั้น เพราะ “เบื่อ” จนกระทั่ง “เกลียดชัง” ประเทศไทย รวมถึงคนที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบเก่าและสถาบันต่าง ๆ คนพวกนี้จะเป็นคนที่มีการศึกษาดี และมีความรู้ความสามารถในอาชีพต่าง ๆ พอควร รวมถึงพวกที่ไม่พอใจในสังคมกับชีวิตในประเทศไทย คิดว่าล้าหลังและจะทำให้ชีวิตจมปลัก จึงดิ้นรนไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ไปพบกับคนไทยทั้งสองพวกนี้ โดยได้รู้สึกประทับใจและชื่นชมคนไทยที่ปรับตัวเข้าได้กับระบบของชาวอเมริกัน แต่ก็ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี “จิตใจไทย” นั้นไว้ได้เป็นอย่างดี อย่างที่ได้เล่ามาแล้ว แต่สำหรับคนไทยพวกหลังที่เป็นพวกเบื่อและเกลียดประเทศไทยนั้น แม้ว่าหลายคนก็ยังแสดงความเห็นและความรู้สึกที่ไม่ดีต่อประเทศไทย แต่ก็พอทราบว่าพวกเขาก็ไม่ได้พอใจกับระบบและชีวิตในสหรัฐอเมริกาสักเท่าใด ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาพูดคุยกับลูกศิษย์บางคนที่อยากจะไปใช้ชีวิต “หาประสบการณ์ใหม่” ในสหรัฐอเมริกาว่า “ชีวิตมันก็มีความทุกข์ในทุกที่ อยู่ว่าจะทำใจหรือปรับตัวให้เข้าไปด้วยกับมันได้หรือไม่”
เราเดินทางกลับประเทศไทยในตอนสาย ๆ มองจากเครื่องบินก็ดูใจหาย อากาศในต้นฤดูหนาวของสหรัฐยังดูสดใส แต่ต้นไม้และผืนดินดูสีแห้งซีดและวังเวง มาถึงกรุงเทพฯในตอนเย็น ๆ ของอีกวันหนึ่ง อากาศของเมืองไทยดูเขียวขจีและชุ่มชื่นกว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้รับบริการให้นั่งรถเข็นลงจากเครื่องตั้งแต่ที่อยู่ตรงลานบินและมีรถตู้วีไอพีของการบินไทยมารับ มาผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองที่อาคารรับรองพิเศษ แล้วก็กลับมาถึงบ้านสวนพลูอย่างอบอุ่น
สุนัขสองตัวคือสามสีและเสือใบกระโดดเข้ามาหาอย่างลิงโลด ดมและเลียตามแข้งขา, ลำตัว จนถึงใบหน้าของเจ้านายที่หายหน้าไปหลายวัน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์โอบเอาสุนัขทั้งสองตัวเข้ามากอด แล้วพูดว่า “เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่ไปไหนนาน ๆ อีกแล้ว”








