ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล
ถ้าเหลือชนชาติสุดท้ายที่สืบทอดเผ่าพันธุ์อยู่บนโลกนี้ได้ต่อไป ชนชาตินั้นก็คือชนชาติไทยที่มีความสามารถในการปรับตัวอย่างเยี่ยมยอด!
ทฤษฎีกำเนิดชนชาติไทยอาจจะยังไม่มีข้อสรุป ตั้งแต่ในยุคที่มีฝรั่งมาเขียนประวัติศาสตร์ให้ก็บอกว่า คนไทยอพยพลงมาจากเทือกเขาอัลไตในทิเบต แล้วแยกย้ายสาขาไปในพื้นที่ต่าง ๆ ของจีนตอนใต้ ซึ่งปัจจุบันนักโบราณคดีได้ไปดูพื้นที่ที่เขาอัลไต ก็พบว่าเป็นพื้นที่กันดารอย่างยิ่ง ไม่มีซากกระดูกมนุษย์ ที่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานหรือารยธรรมอะไรเลย ทฤษฎีนี้จึงหมดความน่าเชื่อถือไปโดยสิ้นเชิง
ปัจจุบันนี้ด้วยข้อมูลประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ได้ยืนยันว่าคนไทยได้อาศัยอยู่ในดินแดนรอบ ๆ อ่าวไทย ขึ้นไปจนถึงแถว ๆ จีนตอนใต้นี้มาหลายพันปีแล้ว เพียงแต่มีหลายเผ่าพันธุ์ย่อยกระจายไป ตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ย ทางทิศตะวันออก ที่เป็นเวียดนามในปัจจุบัน ไปจนถึงแคว้นอัสสัมของอินเดีย ทางทิศตะวันตก ซึ่งก็มีคนที่พูดภาษา “ไต - ไท” กระจายอยู่ทั่วไปแม้ในทุกวันนี้ โดยได้อาศัยตั้งหลักแหล่งอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ ๆ กันเป็นหลัก ดังนั้น วัฒนธรรมที่สำคัญและหล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยก็คือ “วัฒนธรรมเกี่ยวกับน้ำ” โดยสะท้อนอุปนิสัยของคนไทยที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ “ความสามารถในการปรับตัว” เหมือนกับน้ำที่ปรับตัวได้เข้ากับทุกภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมนั้น
ใน พ.ศ. 2525 ที่มีการฉลองการสถาปนากรุงเทพฯขึ้นเป็นเมืองหลวงของชาติไทย โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บรรจบมาถึง 200 ปี ภาคเอกชนโดยธนาคารกรุงเทพจำกัดได้จัดทำหนังสือชุดหนึ่งร่วมเฉลิมฉลอง ชื่อชุด “ลักษณะไทย” จำนวน 4 เล่ม แต่ละเล่มหนาถึง 400- 500 หน้า โดยมีท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบรรณาธิการ และร่วมเขียนในชื่อบทความว่า “สังคมไทย” โดยปูพื้นฐานให้เห็นว่า สังคมไทยตั้งแต่โบราณตั้งอยู่บนอารยธรรมใหญ่ 2 แห่ง คืออยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย แต่ดูจะรับเอาทางฝ่ายอินเดียมามากกว่า ตั้งแต่ศาสนา คือศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดู โดยรับคำสั่งสอนมาจากศาสนาพุทธ ส่วนศาสนาฮินดูจะรับเอามาในเรื่องพิธีกรรม ผสมผสานกับความคิดความเชื่อดั้งเดิม ที่คนไทยมีมาก่อนที่จะรับเอาเข้ามาของ 2 ศาสนานั้น อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ อันเป็นลักษณะของ “ความเป็นไทย” ที่โดดเด่น คือความสามารถในการรับเอาเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมต่าง ๆ รายรอบตัว แล้วปรับให้เข้ากับสังคมไทย ดังที่คนไทยในสมัยก่อนจะกินข้าวด้วยมือตามแบบวัฒนธรรมด้านอินเดีย แต่เมื่อวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คนไทยก็เปลี่ยนมากินข้าวด้วยช้อน แล้วต่อมาก็ช้อนส้อม ซึ่งมีการสั่งสอนกันผ่านระบบเจ้าขุนมูลนายนั้นว่า “มีวัฒนธรรมดีกว่า” คือทันสมัยและดูดีกว่า คนไทยก็ปรับตัวรับมาใช้ จนเหมือนเป็นชีวิตปกติมาจนถึงปัจจุบัน
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ตัวท่านเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมรอบด้านที่เปลี่ยนไปนั้นมาตลอดชีวิต ชีวิตของท่านเกิดมาใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่สูงสุด “เหนือหัว - เหนือชีวิต” ถูกอบรบเลี้ยงดูมาแบบเจ้าขุนมูลนาย แต่ก็มีความสงสัยในเรื่องบางอย่างของชีวิตศักดินาแบบนี้ จนเมื่อได้ไปศึกษายังประเทศอังกฤษ ก็ได้ไปสัมผัสวัฒนธรรมประชาธิปไตย เกิดความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง พอดีกับคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ท่านก็รู้สึกดีใจที่ประเทศไทยจะได้การเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเรียนจบได้กลับมายังประเทศไทย ก็มาพบปัญหาของคณะราษฎร ที่ยังเป็นอภิสิทธิ์ชนเหมือนกับเจ้าขุนมูลนายในระบอบเดิม จึงสนใจจะเล่นการเมือง พร้อมกับที่ปรับอุดมการณ์ในการเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ด้วยการเพิ่มการพิทักษ์ปกป้องสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ดำรงอยู่ได้ในระบอบประชาธิปไตย ที่ได้ทำให้ประเทศไทยมีการปกครองแบบพิเศษ ที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อันทำให้สถาบันที่สำคัญนี้ยังคงดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ผลงานที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านเมื่อครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2518 ก็เกิดจากการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับ “ผลประโยชน์ของชาติ” โดยศึกษาจากพระมหากษัตริย์ในอดีต คือการรักษาเอกราชอธิปไตยด้วยนโยบายแบบ “ไผ่ลู่ลม” และ “สละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่” อย่างที่เราได้ปรับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 และ 5 เช่นเดียวกันเมื่อไทยอยู่ในภาวะที่ถูกคอมมิวนิสต์คุกคาม เราก็ยอมปรับตัวไปเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศไทยเอาไว้ ซึ่งทำได้โดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ 1 กรกฎาคม เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมานั้น
ในสายตาของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เฝ้ามองคนไทยและสังคมไทยมาตลอดชีวิต นอกจากความสามารถในการปรับตัวและการรับเอาเข้ามาซึ่งอารยธรรมปรับให้ “เป็นไทย” ได้เป็นอย่างดีแล้ว คนไทยและสังคมไทยยังมี “จุดเด่น - ข้อดี” ในอีก 3 เรื่อง คือ
หนึ่ง เรายังมี “พระมหากษัตริย์” เป็น “แกนหลัก” ของสังคมไทยร่วมกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เชื่อว่าได้ทำให้สุงคมไทยมีความเป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะการแก้วิกฤติต่าง ๆ ในบ้านเมือง แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่บทบาทของพระมหากษัตริย์ได้ถูกจำกัด แต่ด้วยการยอมรับของคนไทย จึงยังเปิดโอกาสให้พระมหากษัตริย์ได้มีบทบาทอยู่ในหลาย ๆ ด้าน กระนั้นก็อยู่ในขอบเขตที่คนไทยยอมรับ โดยเฉพาะในภาวะที่ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ และเมื่อบ้านเมือง “ขาดที่พึ่ง” ในยามวิกฤติ
สอง เรายังมี “ศาสนาพุทธ” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แม้ว่าในสมัยนี้คนไทยจะเข้าวัดน้อยลง รวมถึงที่มองศาสนาเป็นพุทธพานิชย์และความงมงาย กระนั้นการที่คนไทยถูกอบรมกล่อมเกลามาภายใต้ครอบครัวชาวพุทธนับพัน ๆ ปี เราก็ได้รับเอา “สาระ” ของศาสนาพุทธนั้นมาไว้โดยไม่รู้สึกตัว เช่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่เบียดเบียนกันและกัน ฯลฯ ที่ยังครอบครองนิสัยใจคอของคนไทยไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้สังคมไทยแม้จะมีปัญหาและความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เราก็ไม่เคยมีการฆ่าฟันทำลายล้างกันอย่างทารุณ การรัฐประหารก็ไม่เสียเลือดเนื้อ เป็นต้น ที่สำคัญ คนไทยชอบที่จะช่วยเหลือและโอบอุ้มซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์แบบญาติพี่น้องยังมีความสำคัญ และคนไทยเป็นชาติที่มี “น้ำใจ” ให้แก่ทุกคนทุกเชื้อชาติเสมอ
สาม คนไทย “มองโลกในแง่ดี” คนไทยไม่เพียงแต่จะชอบความสุขสบาย หรือทำอะไร “ง่าย ๆ สบาย ๆ” แต่เรายังเป็นชาติที่มีจิตใจดีงาม นอกจากศาสนาพุทธที่ซึมซับอยู่ในจิตใจของความเป็นชาตินั้นแล้ว ก็คือการมองโลกด้วยสายตาและจิตใจที่ “งดงาม” ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า น่าจะเป็นด้วยคนไทยเข้าใจธรรมชาติ และปรับตัวเข้ากับธรรมชาติเสมอมา “น้ำท่วมก็ไม่สาปแช่ง น้ำแห้งก็ไม่ก่นด่า” เราพยายามแก้ปัญหาที่ตัวเราให้ช่วยแบ่งเบาปัญหาของธรรมชาติเหล่านั้น เช่นเดียวกันกับปัญหาชีวิตและครอบครัว คนไทยก็มีความอดทนและสามารถปรับตัวสู้กับปัญหาเหล่านั่นไปจนได้
ผู้เขียนนับว่า “มีบุญ” ที่ได้ทำงานและอยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คนที่เคยใกล้ชิดและทำงานกับท่านมานั้น น่าจะมองว่าท่านเป็น “บุคคลที่หายาก” คนหนึ่งของโลกนี้ ซึ่งหลายคนก็คงจะกล่าวถึงท่านในสิ่งที่เป็น “พิเศษ” ในตัวของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี้อยู่โดยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยบอกผู้เขียนว่า “ไม่มีใครดีเสมอไปทั้งหมด ถ้าจะเขียนถึงฉันก็ต้องคิดถึงสิ่งนี้ด้วย”
ผู้เขียนก็จำติดใจอยู่เสมอ แน่นอนว่าเมื่ออยู่ใกล้ชิดก็ย่อมจะต้องเห็น “สิ่งไม่ดี” นั้นอยู่ด้วย เพียงแต่เมื่อคิดถึงสิ่งท่านสอนเรื่อง “ความเป็นไทย” ความรู้สึกที่อยากมองสิ่งดี ๆ และสวยงามก็เข้ามาครอบงำ ยิ่งไปกว่านั้น “สิ่งดี ๆ” ในตัวและการกระทำของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้บดบังความไม่ดีที่อาจจะมีนั้นไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงวัฒนธรรมอันสำคัญของความเป็นไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ “ความกตัญญูรู้คุณ” ก็สอนให้เราต้องเคารพเทิดทูนผู้มีพระคุณของเรา ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นมีพระคุณแก่ลูกศิษย์ลูกหาและคนอื่น ๆ นั้นมากมายนัก
เหนืออื่นใด ท่านมีพระคุณต่อคนไทยและสังคมไทยอย่างถ้วนทั่ว ซึ่งไม่ได้เป็นที่จดจำแต่เฉพาะคนในสมัยของท่าน แต่คงจดจำต่อ ๆ ไป ถึงลูกหลานไทยในอนาคตอย่างไม่รู้จบสิ้นนั้นด้วย








