ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
ชีวิตของคนเรา ณ วันนี้ ต่างต้องจำนนด้วยภารกิจและพันธกิจนานา บ้างเป็นเงื่อนไขต่อการหล่อเลี้ยงชีวิต และบ้างก็เป็นเงื่อนไขที่ต้องสยบยอมต่อโชคชะตา...
เหตุดั่งนี้... รูปรอยของชีวิตจึงบังเกิดสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงขึ้น ข้ามผ่านจากการเป็น “มนุษย์แห่งการกระทำ” สู่การเป็น “มนุษย์แห่งการดำรงอยู่”
นั่นคือ... สถานะแห่งการดำรงชีพที่ต้องใคร่ครวญจนถึงเหตุอันประจักษ์ว่า... บางขณะ “เราอาจไม่ต้องทำอะไรเลย” ดำรงชีวิตอยู่กับความสงบ และดำเนินชีวิตไปกับจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์
ทั้งหมดนั้นคือ ปัจจัยแห่งการก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รู้ตัว และเต็มไปด้วย... ความรื่นรมย์!
“อนุญาตให้ตัวเองเหม่อมองท้องฟ้า... ฟังเสียงรอบตัว หรือปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อยๆ... โดยปราศจากเป้าหมาย...!”
นัยความคิดอันชวนตรึกตรองข้างต้น... คือสาระสำคัญแห่งชีวิตที่ได้รับจากหนังสือแห่งภูมิปัญญาเล่มหนึ่ง "NIKSEN: ปรัชญาแห่งการไม่ทำอะไรเลย" หนังสือที่สื่อถึงความงามอันลึกซึ้งและเป็นคุณประโยชน์แห่ง... ความเป็นศิลปะในการใช้ชีวิตของ “ชาวดัตช์” ที่แปลความได้อย่างตรงๆ ว่า... “การไม่ทำอะไรเลย”
อันมีแก่นความคิดสำคัญคือ การตั้งใจหยุดพักจากกิจกรรมแห่งการใช้ชีวิต ทั้งด้วยพลังงานและความคิด... เป็นการปลดปล่อยให้สมองได้หลุดพ้นจากความคาดหวัง โดยไม่แสวงหาผลลัพธ์ใดๆ ตลอดจนการไม่ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน... เพื่อฟื้นฟูพลังงานแห่งใจ!
“มันไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการ ‘พักผ่อนเชิงรุก’... เป็นความตั้งใจของชีวิตที่จะเลือกเว้นวรรคตารางชีวิตอันยุ่งเหยิง เพื่อให้สมองได้เกิดการฟื้นฟู และปรับแต่งเพื่อการจัดระเบียบความคิด”
คำว่า “NIKSEN” นี้... มีความหมายที่แปลออกมาตรงตัวได้ว่า... “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งก็มีนัยถึง “การอยู่เฉยๆ หรือการทำอะไรบางอย่างโดยไม่ได้ประโยชน์”
ซึ่งก็เท่ากับเป็นการฝึกตัวเองให้ทำ “NIKSEN” ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ... เหมือนแค่การอยู่เฉยๆ เช่นการนั่งนิ่งๆ และมองไปรอบๆ ตัว... การนอนมองท้องฟ้า หรือฟังเพลง... ณ ตราบใดที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ หรือไม่ได้ทำเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จอะไรก็ตาม...!
แก่นหลัก... ของหลักปรัชญาแขนงนี้ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนมากมายนัก... และ... ถ้าหากให้ขยายความหมายออกไป... ก็เป็นเหมือน “การมีสติขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง”
ทั้งนี้... เพราะในขณะที่การมีสติคือ “การอยู่กับปัจจุบัน” แต่ “NIKSEN” คือการเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบัน จนถึงขั้นที่ว่า... สมองของเราไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงเรื่องที่อยู่ตรงหน้า... และสามารถปล่อยให้จิตใจของเราทุกคนล่องลอยไปถึงดวงจันทร์หรือดาวอังคารได้เลย...!
“เมื่อสมองได้พักจากงานหนัก มันจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์... ลดความเครียด และป้องกันภาวะแห่งการหมดไฟ (Burnout)... และนี่คือภาวะแห่งความว่างเปล่าที่สร้างสรรค์”
นับตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น และไปจนถึงวัยทำงาน... เราต่างถูกสั่งสอนว่า “ต้องทำอะไรสักอย่าง” กับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการผ่านคำสอนของผู้ใหญ่ที่หวังดี จากหนังสือฮาวทู หรือโทรทัศน์...
ทั้งหมด... ต่างก็มีหลายๆ วิธีที่จะบอกกับทุกคนว่า... เมื่อได้เกิดมาบนโลกนี้ทั้งทีแล้ว... ก็จะต้องใช้ชีวิตให้ถึงที่สุด เพื่อที่ว่าเราจะต้องไม่มาเสียดายในภายหลัง...!
ว่ากันว่า... บ่อยครั้งที่เราเห็นคนในสังคมยุคใหม่พยายามเชิดชูและให้คุณค่าต่อความทุ่มเทเพื่อความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา โดยบางทีก็อาจจะลืมไปว่า “ราคาของการทุ่มเทอยู่ตลอดเวลานั้น” มันอาจจะไม่ได้คุ้มค่าเสมอไป... และ... ครั้นเมื่อเรามองย้อนกลับไปว่า... เราทิ้งอะไรไปบ้างระหว่างทางที่เรากำลังวิ่งไล่ตามสิ่งที่สังคมนิยามว่า “ความสุข”
โดยคิดว่า... วิธีนี้คือวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะทำให้ชีวิตมี “ความสุข” ได้...
“มีอยู่หลายๆ ครั้งในชีวิต... ที่เรามักจะถูกห้อมล้อมโดยเรื่องราวต่างๆ มากมาย... ที่ทำให้เราต้องเข้าไปพัวพันกับปัญหาในหลากหลายแง่มุมของชีวิต... ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสัมพันธภาพทางด้านความรัก...!”
“ ‘การไม่ทำอะไรเลย’ กลายเป็นศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ต้นทางและปลายทางของชีวิต... เป็นตัวอย่างแบบเรียนที่ทดสอบห้วงภวังค์แห่งความรู้สึกจริง ในทุกครั้งที่ชีวิตตกอยู่กับการหมุนคว้างของสัญชาตญาณ...”
“คนดัตช์”... ค่อยๆ ศึกษาปรากฏการณ์แห่งความเป็นชีวิตดังกล่าวนี้... จากภาวะอันว่างเปล่าไร้สาระ... จนสามารถพานพบปัจจัยแห่งการตระหนักรู้ด้านลึก ที่ชีวิตต้องค้นพบโครงสร้างของตัวเองด้วยตัวเอง...!
เป็นวิธีการที่เหลือเชื่อแต่แยบยลยิ่ง...!
“จงปล่อยใจให้ล่องลอย... (Daydreaming) แทนการจดจ่ออยู่กับสมาธิอย่างเพ่งเล็ง ‘นิกเซน’ จะเปิดโอกาสให้ความคิดได้ล่องลอยไปมา ซึ่งทั้งจะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และทั้งสามารถแก้ปัญหาให้ดีขึ้น... ในระยะยาว”
มีคำถามที่คนเราจำต้องถามตนเองอย่างจริงจังในข้อสรุปที่ว่า... ฉันได้ใช้เวลาพักมากเท่าที่วางแผนไว้หรือเปล่า? / สัปดาห์หน้าฉันจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ชีวิตได้พักตามแผน? / และ... ฉันมีความสุขกับสิ่งที่ลุล่วงไปในสัปดาห์นี้หรือไม่?
เหตุนี้... จึงทำให้เกิดการประกาศเจตนารมณ์แบบ “NIKSEN” ขึ้นมา... อันประกอบด้วย
“ฉันจะกำหนดเวลาเพื่ออยู่เฉยๆ ทุกวัน... / ฉันจะทำให้การอยู่เฉยๆ เป็นกิจวัตรไปชั่วชีวิต / ฉันจะทำให้ช่วงเวลาว่างเปล่าเหล่านั้น กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตแห่งการทำงานและชีวิตส่วนตัว / ฉันตั้งใจที่จะให้ความสำคัญกับการอยู่เฉยๆ เป็นอันดับแรก / และ... ที่สำคัญ... ฉันจะอนุญาตให้ตัวเองอยู่เฉยๆ ตลอดไป...!”
“NIKSEN... คือศาสตร์แห่งการไม่ทำอะไรเลย... ที่ปรับใช้ได้กับทุกด้านของชีวิต... มันคือวิธีการสร้างสมดุลทางด้านการทำงานและการใช้ชีวิตของชาวดัตช์... รวมทั้งยังเป็นภาวะแห่งการปฏิเสธที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง... เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำอะไรเลย... นี่คือ... ความหมายโดยนัยสรุปของมัน...!!”
ท้ายที่สุด... เราจะมีวิธีที่จะปรับใช้วิถีแห่ง “NIKSEN” อย่างไรในการดำเนินไปของชีวิต?...
...เราจะต้องปรับห้วงเวลาของชีวิตในแต่ละห้วง ให้สามารถสร้างงานและจังหวะชีวิตที่ดีให้ได้... กล่าวคือ...
หากไม่มีเวลาเลย ให้หาลูกบอลมาบีบให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
หากมีเวลา 5 นาที ให้จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
หากมีเวลาแค่ 10 นาที ให้หาพื้นที่ส่วนตัวที่รู้สึกผ่อนคลาย แล้วพักสายตา
และ... หากมีเวลา 30 นาที ให้เดินยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้เลือดในร่างกายได้ไหลเวียน...!
มาถึงจุดนี้... คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือว่า... ทำไมต้องมี “NIKSEN” และคำตอบอันสำคัญนี้ก็คือ “...ชีวิตย่อมดีขึ้นได้ด้วยการปรับใช้... วิถีอันมีคุณค่านี้”... โดย... ครอบครัวจะมีความสุขมากขึ้น... สุขภาพจะดีขึ้น และมีเรี่ยวแรงมากขึ้น...
นอกจากนั้น... จะทำให้เกิดการตื่นรู้... นอนหลับได้ดีขึ้น... และ... มีเวลาวางแผนเป้าหมายในระยะยาว และ... ที่สำคัญที่สุด มันจะทำให้สมองแข็งแรงขึ้น เพิ่มความตระหนักรู้ยิ่งขึ้น และ... ก่อเกิดประสิทธิผลที่จะทำให้ชีวิตดีและดียิ่งขึ้น...!
ในวิถีแห่งสัจจะ... มนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำอะไรบางอย่าง... เพื่อแสวงหาวิธีแก้ปัญหา เพื่อป้องกัน เพื่อการมีความสุข
“โดยหารู้ไม่ว่า บางทีการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยต่างหาก... คือทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาบางเรื่อง...”
หนังสือเล่มนี้... จึงคือ “กล้าพันธุ์ทางปัญญา” ที่ทั้งอ่อนโยนและกล้าแข็ง / ที่ทั้งแม่นตรงและคดโค้งในข้อวินิจฉัยอันสมบูรณ์...
ยิ่งได้อ่าน... ยิ่งศึกษาด้านลึกอย่างพินิจพิเคราะห์... ทั้งสมอง กาย และใจของเรา ก็จะได้จุดบรรจบที่หยั่งเห็นของชีวิตที่ว่า... เราทุกคนล้วนต่างสามารถมองเห็น “ความงดงามของการอยู่เฉยๆ”... ได้ทบทวนตัวเอง... ได้โอบกอดชีวิตที่มีขอบขีดจำกัด... และได้เยียวยาจิตใจกับอนาคตที่ไม่แน่นอน...!
“นิกเซ็น... เป็นแนวคิดที่อยู่คู่กับสังคมชาวดัตช์มาช้านาน จึงทำให้ความเป็นประเทศนี้... กลายเป็นดินแดนที่ผู้คนมีระดับความสุขมากที่สุด มีความสุขสูงสุด... โดยมีสมดุลระหว่างเรื่องงานและการผ่อนพักในชีวิตส่วนตัว... ที่สอดคล้องและลงตัว...”
“นิกเซน” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเข้าสู่ความเคยคุ้นในกระแสหลัก... เมื่อช่วงวิกฤตโควิด-19 / ณ เวลาที่ผู้คนทั่วโลกถูกล็อกดาวน์ ต้องอยู่กับบ้าน เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับการไม่ได้ทำอะไร...!
เพราะถูกจำกัดกิจกรรมและออกไปไหนไม่ได้... เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้กลับมาอยู่กับตนเอง ได้ทำสมองให้โล่ง และได้ทำให้จิตใจแจ่มใส!!!
“แอนเนตต์ ลาฟไรเซน” (Annette Lavrijsen) เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างล้ำลึกและงดงาม... ถูกแปลเป็นภาษาไทย ด้วยภูมิปัญญาที่ชวนศึกษาโดย “อณรรฆวีร์ เติมสินสุข”
แนวคิด “นิกเซ็น” ได้ผลิบานอย่างเต็มที่ ก็ด้วยภาวะสรุปที่ว่า... มันทำให้เรามองเห็น “ความงามของการอยู่เฉยๆ”... ได้โอบกอดชีวิตที่มีข้อจำกัด ได้ทบทวนตัวเอง และได้เยียวยาจิตใจกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
...มันไม่ได้หมายถึงการนั่งอยู่เฉยๆ หรือการนอนติดเตียง... แต่มันคือการปลดระวางภาระอันหนักอึ้งที่ผูกติดตัวเราอยู่... ด้วยคาดหวังว่า... มนุษย์เราควรต้องหางานทำหรือหากิจกรรมทำให้ได้โดยตลอด!!!
“...มันคือการบอกว่า... เมื่อย่างเท้าเดินเข้าขบวนรถไฟบีทีเอส... เราไม่จำเป็นต้องหยิบมือถือขึ้นมาคุยงานเสมอไป หรือหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ ขึ้นมาอ่าน หรือกดฟังพอดแคสต์เพื่อเป็นการ ‘ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด’ ระหว่างการเดินทาง...
แต่มันอาจเพียงแค่เอนหลังพิงพนัก... เสพวิวทิวทัศน์ของเมืองจากมุมสูงตามทางที่รถไฟแล่นผ่านไป...
เพียงแค่นี้ก็มีความสุขกับชีวิต... อย่างยิ่งที่สุดแล้ว!!”








