ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต
ในความเหลื่อมซ้อนของวันเวลา ความเชื่อมโยงต่อประเด็นอันเป็นเนื้อในของชีวิต ย่อมคาบเกี่ยวระหว่างกันและกัน จนบังเกิดเป็นมิติแห่งการเคลื่อนขยายต่อธารสำนึกแห่งตัวตนอย่างต่อเนื่องและพันผูกไม่รู้จบ... ทุกสิ่งมีจังหวะเวลาที่จะแปรค่าลมหายใจในแต่ละสัดส่วนออกมา... เป็นเรื่องราวที่กัดกินใจในหัวใจอันไม่รู้จบรู้สิ้น... ตราบเท่าที่ความมืดและความไสวสว่าง จะฉายประกายแห่งความจริงทั้งหลายทั้งปวงให้ “โลกและโลกย์” ได้ประจักษ์...!
“การตกหลุมรัก... ไม่เคยแก่ชรา” อาจถือเป็นนิยามหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงลำดับการณ์แห่งภาวะ “รับรู้ในรู้สึก” ของสรรพชีวิต ที่อุบัติขึ้นทั้งด้วยความแผ่วเบาและเปลวประทีปที่รุนแรง... เหนือกระแสอารมณ์ที่ไม่อาจปิดกั้นได้... จากมายาคตินานา ที่คอยโหมซัดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า...!
“....ใครหรือจะปฏิเสธแสงจันทร์ ก่อนปีนี้ เจ้ามากับลม / ทิ้งตัวล้มนอน บนตักข้า กลิ่นตัวเจ้า... เหมือนกลิ่นเจ้าสาวอ่อนๆ / ข้าตกหลุมรักเจ้า ราวตกหลุมรักหญิงสาว... ที่ไม่ได้แก่ชรา / ข้าตกหลุมรักเจ้า การตกหลุมรัก... ไม่เคยแก่ชรา.../”
สาระอันงดงามเบื้องต้น... คือนัยแห่งภาพรวมของชุมนุม “บทกวี” ที่สื่อสารถึง “ภาวะรู้สึก” ด้านใน สู่ความเหลื่อมล้ำแห่งการเปิดเปลือยในตัวตนด้วย “จิตวิญญาณสำนึก” รวมทั้ง... ความอ่อนโยนและกล้าแกร่งภายใต้พลังสร้างสรรค์ของการมีชีวิตอยู่...!
“การมีชีวิตอยู่ / ซ่อนเก็บความฝันกันไวอย่างลึกลับ เราหยิบมีดเฉือนเนื้อจากเขียง / ชิมรสชาติ ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม / _ลิ้นของเรา... / ปากของเรา... ..รสซึ่งกลายเป็นความทรงจำ / ..รสซึ่งกลายเป็นความฝัน ...ความฝันที่มีรสลึกลับ... ดั่งจิตใจมนุษย์”
“สารบัญรัตติกาล”... รวมทัศนะเหนืออารมณ์ความรู้สึกในนามของบทกวี... ที่ยืนยันถึงความมีอยู่นานาภายใต้การดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความแปรปรวนขัดแย้ง การสอดผสานกลมกลืน หรือกระทั่งความคลุมเครือซับซ้อนอันไม่รู้จบ! ทั้งหมดคือเหล่ากุญแจดอกสำคัญในการขานไข “ภาพสะท้อนแห่งภาพสะท้อนของชีวิต” ให้ได้หยั่งเห็นถึงความจริงนานาที่กลับด้าน... แปลกต่าง... แปลกหน้า และชวนถกเถียง... โดยกวีหนุ่มนักสังเกตการณ์โลกกว้างอันวิกฤต “ชานนท์ ญาณากร”
“แล้ววันเวลาก็เป็นสนิม / พระเจ้า ดูที่นั่นห่างไกล / ... นั่งลงสิ! พระเจ้า คล้ายคลึงพระเจ้า / และตัวฉัน../ ที่เหมืองทองแห่งหนึ่ง / ฝนตกหนัก / นี่เอง! / เมื่อวาน เงียบๆ / ฉันพูดให้ตัวเองฟัง / ความหมาย ซึ่งคุณอาจไม่ได้ยิน / พูดในจิตใจ เงียบๆ / ฉันพูดให้ตัวฉันเองฟัง!”
ความนัยเชิง “กลับด้าน” ในบทกวี “พระเจ้าในตนเอง” บทนี้ แสดงให้เห็นถึงแสงแห่งสำนึกอันเร้นลึก... แม้จะปรากฏพลังเสียงออกมาอย่างผะแผ่ว... แต่คนของโลกก็ย่อม “สัมผัสในสัมผัส” ได้ว่า... มันเป็นคำพูดที่พูดหยั่งลึกอยู่ในจิตใจ... อันยากจะหลบเร้น..! “ฉันพูดให้ตัวเองฟัง.. เงียบๆ... แล้วเวลาก็เป็นสนิม!!!”
งานเขียนของ “ชานนท์” ค่อยๆ ซึมลึกเข้าสู่ความแปลกแยกอันหมุนคว้างทางความรู้สึก เป็นการเผชิญหน้ากับองค์ความคิดที่ไขว้สลับกับวิถีสามัญอันกลืนกลาย... เหมือนดั่งการค่อยๆ แทะเล็มพุทธิปัญญา... ด้วยกลไกเชิงซ้อนแห่ง “ลีลากวี”... เหตุนี้... บทกวีส่วนหนึ่งของเขา... จึงคล้ายดั่งถูกกักขังไว้ในคอกขังแห่งสถานการณ์อัน... มืดดำล้ำลึก... อยู่อย่างนั้น...!
“แล้วฉันก็ถูกกักขังไว้ในกระจกสีดำ / แล้วฉันก็ถูกกักขังไว้ในกระจกสีดำ ลิงก์ซ้ำย้ำเน้นภาวะอันซ้ำซาก ไร้สาระ และผะอืดผะอม... (...) ความฝันของฉันอิงแอบแนบชิดสีดำ...”
สัญญะแห่งบทกวี “รัฐประหาร” บทนี้ ย้ำเน้นถึงภาวะอันซ้ำซาก ไร้สาระ และผะอืดผะอมที่ชวนให้เบื่อหน่าย... ความฝันกับการทำรัฐประหาร ณ บางที่บางแห่ง อาจสถาปนาขึ้นมาเหมือนอาการเด็กเล่นขายของ แต่การขายตัวตนของตนด้วยผลลัพธ์อันตีบตันอยู่ซ้ำๆ ย่อมคือการเป็นเหมือนภาวะแห่งการครอบงำตัวเองด้วยสิ่งอันเป็น “แรงสะท้อนที่มืดดำ” เหมือนจะมองเห็น แต่ก็ไม่มีใครได้มองเห็น... “ความเจิดกระจ่าง” ผ่าน “กระจกแห่งเงาสะท้อน” เหล่านั้น... มันคือการ “รัฐประหารตัวตนในตัวตน” ที่จมปลักอยู่กับวังวนอุบาทว์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปร... ไม่ว่าเมื่อใด..!
บทกวีบทนี้... เล่นกับหมายเลขจำนวนครั้งที่เป็นนัยความหมาย และการไล่เรียงจำนวนครั้งที่น่าสะอิดสะเอียนในความทรงจำของใครต่อใครหลายๆ คน... ที่ไม่อาจลบเลือน! หากมองลึกเข้าไปในมโนสำนึกทางจิตวิญญาณ “ชานนท์” ได้ใช้กระแสสำนึก (Stream of Consciousness) ตีแผ่ภาวการณ์อันสับสน เปราะบาง ผ่านภาวะแห่งการค้นหาตัวเอง ท่ามกลางความซับซ้อนที่บดขยี้ตัวตนให้ทั้งกระอักและสำลักความสิ้นไร้ศักดิ์ศรีออกมา... อย่างสิ้นท่า..!
“ผู้มีกาย คล้ายคลึงกัน / ฉันมองเห็นเขา อยู่ตรงนั้น ยามเย็นอันชั่วร้าย / เราและพวกเราเด็กๆ/.. บางที เราควรจะโบยตีพวกเขาเสียบ้าง / ด้วยแส้ ด้วยไม้ ด้วยเชือก ซึ่งกลายเป็นลวดหนาม เพื่อมิให้ -พวกเขา- ผู้ใหญ่ / ลืมเลือนแผลเป็นอันสุขงาม / ความโศกเศร้าหรูหรา / กลางคืนคือเบื้องหนึ่ง ความหลงใหลทำให้สิ่งไม่มีชีวิต / เกิดขึ้นเป็นเรื่องราว /”
ความซ้ำและคำซ้ำในเนื้อในแห่งบทกวีชุดนี้... เปรียบดั่งสารบัญชีวิตที่ร่ายเรียง “ปริศนาที่ค้างคาใจ” ออกมาเป็นภาพวาดของความทุกข์เศร้า มันร่ำระบายออกมาด้วยสีสันของการถูกกระทำที่ไขว้สลับอย่างน่าคลางแคลง... มันคือ “อวัยวะรองรับความทุกข์ทรมาน” ในรอยบาปแห่งตน... ของคนทุกคน... ณ วันนี้!
“... ฉันได้ยินเสียง ความทุกข์ กำลังทรมาน”
ฉันได้ยินเสียง ใบหูของเธอ ปากของฉัน*
ฉันได้ยินเสียง คางของเธอ หน้าผากของฉัน*
ฉันได้ยินเสียง นัยน์ตาของเธอ จมูกของฉัน*
ฉันได้ยินเสียง เหงือกของเธอ ฟันกรามของฉัน*
ฉันได้ยินเสียง อาหารของเธอ มือของฉัน*
ฉันได้ยินเสียง มีดของเธอ กระเพาะของฉัน* “ฉันได้ยินเสียง ความทุกข์ กำลังทรมาน!”
ครั้นเมื่อคนเราสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง เหมือนผู้คนส่วนใหญ่ของโลกวันนี้... เราจึงขาดซึ่งการควบคุมชีวิต สูญเสียสัมพันธภาพที่แท้จริงกับคนอื่น และมักโบยตีต่อตนเองว่า “ชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก”... เพียงแค่นั้น..!
“.... โอ้! ใบหน้าที่ระทมทุกข์ / โอ้! ดวงตาที่สูญหาย โอ้! ใบหูซึ่งฟังไม่ได้ / โอ้! ร่างกายแห่งฉัน เหมือนประเทศที่ทุกข์ยาก / นอนเถอะ นอนเถอะ มนุษย์มีฝัน นอนเถอะ นอนเถอะ ประเทศมีฝัน / นอนเถอะ นอนเถอะ ร่างกายกำลังฝัน นกฝูงหนึ่งสีดำ นกฝูงหนึ่งสีขาว นกฝูงหนึ่งกำลังบิน.../”
ในทางจิตวิทย่ายุคใหม่ หลักการสำคัญที่เราจะรับมือความแปลกแยกได้ก็คือ... การต้องสร้างความสัมพันธ์และเกื้อกูลกับคนรอบข้าง การกลับคืนมาเข้าใจจิตใจภายในของตนเอง รวมทั้งการใฝ่หาคุณค่าของชีวิตเพื่อลดความโดดเดี่ยวในตน... ตลอดไป..!
“อย่าเป็นเช่นนั้นเลย / ความทุกข์ขมุกขมัวเหนือถนนหนทางมืดมิดสิ้นดี เหมือนเข็มหน้าปัดนาฬิกาเรือนเก่าหม่นหมอง / หัวใจไปทุกแห่งหน ร้องไห้! อย่าเป็นเช่นนั้นเลย / เหมือนบิดามารดาตาบอดมิยอมหลับใหล เหมือนเศษเหรียญในกระเป๋ากระทบกัน ก็สร้างเสียงปวดร้าวไปทั่วท้อง .. อย่าเป็นแบบนั้นเลย / อย่าเป็นเช่นนั้น และแบบนั้น..”
ระหว่างและท่ามกลางความจริงจังในหนักแน่น บทกวีในมิติสร้างสรรค์ของ “ชานนท์” เปรียบประหนึ่งสะพานข้ามภาวะสำนึกอันเหยียดยาวและสลับซับซ้อน... ประดับประดาไปด้วยรอยแผลแห่งริ้วรอยของการกระทำและถูกกระทำ... “ในความแข็งกร้าว หน่วงหนัก และคลางแคลงนั้น... มีความอ่อนโยน และนุ่มเนียนเฝ้าคอยอยู่ที่... ประตูแห่งความเงียบงัน”
“ถึงคุณผู้กุมหัวใจ / ค่ำคืนเล่าความฝันกับดวงดาว ดวงจันทร์คือกล่าวอธิษฐาน / ความคิดถึงบอกกล่าวความฝันแก่กัน ที่ประตูความเงียบ / ดวงจันทร์เอ๋ย ดวงจันทร์ ข้าร้องเพลงรัก ก้อนหิน และรัตติกาล! / ราตรีได้ปลุกหัวใจประกายคลื่น เธอเดินทางอยู่แสนไกลเหมือนดวงจันทร์ / ฉันเฝ้ามองเเธอเนืองดุจนกพิราบ ความฝันของเธอช่างนิจนิรันดร์ / เธอที่รัก ฉันร้อยเรียงบทกวีมากำนัลแด่เธอ..”
“สารบัญรัตติกาล”... ถือเป็นบทตอนทางความรู้สึก จากความรักถึงความรัก / จากความชังถึงความชัง... มันเป็นดั่ง “ถ้อยคำของกาลเวลา” ที่ตอกสลักความเป็นตัวตนของ “โลกแห่งชีวิต” ให้เข้ากับม่านฉากของการกระทำซ้อนการกระทำ... ให้ผสานเข้ากับหลืบมุมความคิดที่เร้นกายอยู่ในเงาอำพราง... ของจิตใจ..!
ทั้งหมด... คือความอ่อนโยนในแข็งกระด้าง / คือความแข็งกระด้างในมายาการแห่งชีวิต และคือ... ประพันธกรรมแห่งหลุมพรางของจิตวิญญาณ... ที่ทั้งตื่นและดับ... อันประกอบสร้างด้วยความพร่ามัวแห่งโลกและโลกย์! ด้วยจิตพิสัยอันคลุมเครือและเคลือบแคลง... และด้วยความซ้อนซับแห่งใจซ้อนใจอันวกวน... เวียนว่าย! มวลสำนึกแห่งบทกวีทั้งหมดจึงเสมือนว่า...
“โลก คือของขวัญ / กว่าบางครั้ง เสียงคลื่นโถมซัด / ชีวิตจักเป็นเช่นใด? / หากขาดความปรารถนา / ดวงตาหลับสนิท ชีวิตหลับตาลง เปลี่ยนแปลงใบหน้า เปลี่ยนเสื้อคลุมกาลเวลา... เมื่อฉันจุมพิตเธอ... ชีวิตเป็นเพียงชั่วครู่ขณะ... เท่านั้น!!!”








