ไลฟ์สไตล์

WORTHY “คุณควรค่า..ต่อการพลิกชีวิตของคุณได้อย่างคาดไม่ถึง...!”

แชร์ข่าว

ปากกาขนนก/ สกุล บุณยทัต 

“คุณค่าแห่งชีวิตของคนเรา ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ในกระบวนการของการเรียนรู้และรับรู้อันแยบยล..หากเราจะพิจารณาถึงสิ่งต่างๆที่เข้ามาพาดผ่านในชีวิต ที่ทั้งเคยตกอยู่ในความทุกข์เศร้าและความสุข เราก็ย่อมต้องได้ประจักษ์ว่า บทบาทของชีวิตแห่งความเป็นตัวตนของเราในแต่ละโอกาสนั้น มีความเหมาะสมและ “ควรค่า..ต่อการพลิกชีวิต อย่างคาดไม่ถึงเสมอ มันคือการใส่ใจอันล้ำลึก ที่ปลุกเร้าต่อการเป็นชีวิต และมีชีวิต ให้ดำรงอยู่และดำเนินไป อย่างเต็มความสุขและมีความหมาย อันเปี่ยมไปด้วย ”คุณค่าในคุณค่า..“..ตลอดๆไป..! 

นี่คือประเด็นความคิดสำคัญ ที่หยั่งคิดได้จากหนังสือ..“WORTHY” ผลงานเขียนและสืบค้นโดย “เจมี เคิร์น ลิมา” (Jamie Kern Lima) นักเขียนขายดีของ “New York Times”..และเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง “IT COSMETICS” ที่มีชื่อเสียงในอเมริกา..! 

เธอไม่ได้พูด สอน และเขียนแบบฝันปลอมๆ (Fake it till You make it)..แต่เธอมาบอกกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ว่า "Feel it, Then be it" โดยเน้นย้ำถึงว่า..“เพราะความคู่ควร...ไม่ได้เป็นของคนที่พร้อมที่สุด แต่มันเป็นของคนที่กล้าพูดกับตนเองว่า..“เอาวะ..ขอใช้ชีวิตในแบบของฉันซะที”! 

”เจมี“ เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยสาระสำคัญที่เน้นย้ำว่า..คนเราต้องหยุดความเชื่อในประเด็นที่คิดว่า “ตนเองไม่คู่ควร” โดยการถอดรื้อข้อจำกัด หรือกรงที่กักขังตนเองมานาน โดยเฉพาะความคิดที่ฝังจำของความเข้าใจที่ว่า..“ชีวิตของตัวเองนั้นไม่ดีพอ” เหตุนี้..จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องประเมินคนรอบข้างว่า..ใครคือผู้สนับสนุนให้เราบินสูงและใครคือกรงที่คอยกักขังให้เราต้องต่ำลง.. 

เช่นเดียวกับว่า..มันจำเป็นที่เราจักต้องใช้เทคนิคแห่งกระจก (Mirror Work) ด้วยการมองตาตัวเองในกระจกแล้วบอกว่า..“ฉันรักเธอ” เพื่อจะได้ซ่อมแซมความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงภายใน..! 

นอกจากนี้..เราจำเป็นที่จะต้องเลิกใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการพยายามหยุดทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นว่า..เราดีพอ เนื่องเพราะแท้จริงแล้ว เราต่างมีคุณค่าอยู่แล้วในตัวเอง.. 

เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อที่ว่า “ฉันคู่ควร” เพราะรากฐานในตัวเอง คือคุณค่าที่สำคัญที่สุดแห่งชีวิตของเรา มันหาใช่สิ่งที่ต้องแลกมาด้วยความสำเร็จ หรือต้องเป็นการยอมรับจากคนอื่น..! 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องค้นหาและศึกษาว่าทำไมสิ่งต่างๆเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้น..นี่คือการค้นหาเหตุผลที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมีความลึกกว่าเรื่องเงินหรือการมีชื่อเสียง ทั้งนี้เพื่อเป็นพลังใจต่อชีวิต ที่จะไม่หมดลงกลางทาง.., 

“วิธีเดียวที่จะเอาชนะความไม่มั่นใจได้..ไม่ใช่การทำให้มันหายไป แต่คือการทำที่ทำให้มันอยู่ได้ โดยไม่เป็นเจ้าของตัวเราอีกต่อไป..!” 

“WORTHY”..ได้แสดงให้เห็นถึง 4 เสาหลัก ทางความคิดและการปฏิบัติเพื่อเติมเต็มชีวิต โดย “เจมี” ได้แบ่งประเด็นของการปฏิบัติสู่การเป็น ”เสาหลัก“ เอาไว้ ดังนี้.. 

Self-Worth: รากฐานของทุกสิ่ง ถ้าเกิดอ่อนแอ จะสั่นสะเทือนชีวิตในทุกๆด้าน.. 

Self-Confidence: ความกล้าทำ แม้จะยังไม่พร้อม มันไม่ใช่เพราะเราแน่ใจว่าจะทำได้..แต่มันเป็นเพราะเราเชื่อว่า “เราจะต้องไม่ตาย”..ถ้าเกิดทำพลาดขึ้นมา..! 

Growth: ไม่ใช่การได้ตำแหน่ง หรือเงินเดือนเพิ่ม แต่คือการรู้สึกว่า “ฉันอยู่ในภาวะที่พัฒนาแล้ว จากความเป็นตัวเองของ..เมื่อวาน“ 

Contribution: ไม่ว่าเราจะทำอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง หรือไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน เราจะรู้สึกว่า..“ฉันเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้..หาใช่เป็นเพียงแค่..ผู้โดยสารเท่านั้น” 

”เจมี“..ได้เน้นย้ำว่า ความสุขหาใช่ปลายทาง แต่มันเกิดขึ้นมาจาก “การดำรงอยู่กับคุณค่าของตัวเอง ในทุกๆวัน!“ 

นอกจากนี้ “เจมี” ยังแนะนำถึง “5 เทคนิคเร่งด่วน” (5 Shortcuts) เพื่อสร้างทางลัดสำหรับคนที่อยากเสริม “Self-Worth” แบบจับต้องได้! ซึ่งก็ประกอบด้วย.. 

Seeing Outward & Inward: ฝึกมองสิ่งเล็กๆที่อยู่ในคนรอบตัว แล้วจะเริ่มได้เห็นสิ่งดีๆในตัวเองมากขึ้น.. 

Writing & Worthiness: การเขียนบันทึกอย่างซื่อสัตย์ต่อตัวเอง จะทำให้เราได้เห็นตัวตนของตัวเองที่หลบซ่อน.. 

Higher Intentions: ในทุกครั้งที่เราต้องทำอะไร ให้ถามตัวเองว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไปทำไม?..และเพื่อสิ่งใด?”..ถ้าคำตอบว่าเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ก็สมควรจะต้องหยุดทำ แต่ถ้าคำตอบมีว่า “เพื่อจะส่งพลังดีๆไปสู่โลก ก็ให้ทำต่อไป” 

Being Seen & Heard: อย่าแค่เป็นคน “สังเกต” คนอื่น แต่จงทำให้คนอื่นรู้ว่า “เราเห็นเขา”..พลังของการทำให้คนอื่นรู้สึกมีค่า จะสะท้อนกลับมาหาเรา.. 

Mirror Work: มองตาตัวเองในกระจกแล้วพูดกับตัวเองว่า..“ฉันรักเธอ”..ถึงมันจะเป็นความเขิน ถึงมันจะเป็นความแปลก..แต่..มันก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนมาได้มากมายแล้ว..!

 ประเด็นของการ “ซ่อนตัวในที่แจ้ง” เป็นประเด็นที่ “เจมี”..ได้แสดงความคิดเห็นในเชิงลึกเอาไว้อย่างน่าใคร่ครวญ.. โดยเธอได้เน้นไปที่ภาวะของ “การดูเหมือนมีชีวิตอยู่” แต่จริงๆแล้วกลับเป็นภาวะของ “การซ่อนตัวอย่างแนบเนียน” 

ภาวะในลักษณะเช่นนี้..เธอเรียกมันว่า “Hiding in Plain sight” โดยเราต่างทำงาน ทำตัวดี ต่างพยายามทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แต่มันกลับเป็นการแสดงบทบาท “ที่คนอื่นอยากเห็น” หาใช่สิ่งที่เราต้องการจะกระทำหรือแสดงออกมาไม่..! 

นี่จึงคือ..ชีวิตที่ไม่สอดคล้องและสมดุลกันระหว่างภายในกับภายนอก ..คือแหล่งพลังลบที่ “คอยดึงความสุขออกไปจากชีวิตของเราอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว..!” เราจึงล้วนไม่มีความสุขอันแท้จริงในชีวิตกันนัก 

“เจมี” แนะนำให้ตระหนักคิดว่า..ความไม่มั่นใจคือมูลเหตุของสิ่งนี้ เราจึงควรมองมันว่า .. มันคือความเจ็บป่วยทางจิตใจอย่างหนึ่งที่ลามไปถึงสุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งอาชีพ..เราจึงกลายเป็น “IMPOSTOR” อันหมายถึง “ตัวปลอม” ในชีวิตของตัวเอง..จะไม่พูดในสิ่งที่เชื่อ ไม่กล้าสมัครงานที่ใฝ่ฝัน ไม่กล้าเสนอไอเดีย เพราะกลัวคนจะว่า..เราส่วนใหญ่จึงต้องรอใครสักคนมาบอกว่า “เธอเก่งแล้วนะ”..แต่ใครคนนั้นไม่เคยปรากฏและมาให้เห็นเลยสักครั้ง.. 

“เจมี” จึงประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า “คุณจะกลายเป็นสิ่งที่คุณเชื่อว่า..“คุณคู่ควรกับมัน“.. ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ ..แต่..มันเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่า..“เรามีสิทธิ์ที่จะได้” 

ประเด็นความคิดที่ทายท้าและเสียดแทงใจให้เราทุกคนต้องรู้ตัวและแสวงหาสำนึกเพื่อชีวิตที่ดีงามต่อไป..ก็คือ “นัยความเชื่อที่ขังเราเอาไว้ในกระจก” ”เจมี“..ได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ชีวิตของ ”OPRAH WINFREY“ พิธีกรทางโทรทัศน์ชั้นนำและชื่อดังของโลก... ซึ่งกลายเป็นกระจกสะท้อนอะไรบางอย่างออกมาโดยไม่ต้องพูดมาก! 

คนอย่างเธอไม่ใช่จะประสบความสำเร็จเพราะ ”เธอเก่ง“ ..แต่เพราะว่า เธอเชื่อในคุณค่าของตัวเอง และเมื่อคนเราได้เชื่อในคุณค่าของตัวเองแล้ว โลกทั้งใบก็จะเชื่อในคุณค่าของเราไปด้วย.. 

“เจมี” ยอมรับว่า..ความไม่มั่นใจในตัวเอง เกือบทำให้เธอพลาดโอกาส ที่จะกลายเป็นเจ้าของบริษัทที่ขายกิจการให้ “L'ORÉAL” มูลค่ากว่า 1.2 พันล้านเหรียญ.. ..มันไม่ใช่เพราะ “คนอื่นไม่เห็นค่า..แต่เป็นเพราะตัวเองไม่เห็นค่าตัวเองมาตั้งแต่ต้น..!” 

“เจมี” ได้ย้ำเตือนประเด็นสำคัญในชีวิตว่า..มาถึงยุคนี้เราถูกผลักให้แสดงตัวเองเร็วเกินไป ก่อนที่เราจะรู้จักตัวเองจริงๆ (Overexposed) ชีวิตของคนเราส่วนหนึ่งจึงต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า..! 

“ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะพัฒนาภายในของตนอย่างสมบูรณ์ แต่กลับเผยตัวตนของเราออกไปอย่างเต็มที่ สิ่งที่เราแสดง ก็อาจเป็นหน้ากาก ที่ชีวิตของเราต้องติดอยู่กับมัน“ 

และ..เกิดถ้าคนทุกคนรักเราจากหน้ากากนั้น เราก็จะไม่กล้าถอดหน้ากากนั้นออกจากชีวิตเราตลอดไป เราจะกลัวการถอดมันออกจากชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งที่สุด ณ วันหนึ่ง “เราอาจลืมไปเลยจริงๆว่า..ตัวของเรา..ชีวิตของเรา ที่แท้ คือใคร? หรือเป็นสิ่งใด? กันแน่!” 

ประเด็นที่เป็นเหมือนบทสรุปแห่งความเป็นชีวิตของ “เจมี”..เธอได้ขยายการหยั่งคิดของเธอ..ผ่านปรากฏการณ์แห่งผีเสื้อ..ในมิติของการ “กลายร่าง”..โดยช่วงที่มันเป็นดักแด้ มันต้องละลายตนเองจนหมด จนกลายเป็นของเหลว ที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเส้นขอบเขต แล้วจึงค่อยๆสร้างร่างใหม่จากศูนย์เป็นผีเสื้อที่ไม่เหมือนหนอนตัวเดิมเลยแม้แต่น้อย..!

 ..การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้ดูดีตลอดเวลา แต่มันจะนำเราไปสู่ “ตัวตนที่..เรารอคอยมาโดยตลอด!” 

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ คือแก่นแห่งความคิด ที่หนังสือแห่ง “คุณค่า ของคุณค่า” เล่มนี้ได้แสดงออกมา ซึ่งก็ส่งผลต่อความเป็นคุณค่าของชีวิตอันถ่องแท้..มันแสดงถึงความมั่นใจ อันหมายถึง ”พลังที่ขับเคลื่อนจากประสิทธิภาพของชีวิต“ รวมทั้งความรู้สึกว่าคู่ควรกับสิ่งต่างๆ..ที่ขับเคลื่อนด้วยความเมตตาต่อตนเอง.. 

“ไม่ใช่เพราะคุณดีที่สุด แต่เพราะคุณยอมรับตัวเอง โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก และ..ไม่ใช่เพราะคุณทำสำเร็จ แต่เพราะคุณเป็น “คุณ”...” 

หนังสือที่มีคุณค่า และเป็นคุณค่า ของการเรียนรู้..มักจะเป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยเจตจำนงด้านลึกของชีวิต เพื่อให้เห็นถึงจิตวิญญาณของการสืบค้นนัยต่างๆ..สู่บทสรุปของการกระทำ..นั่นคือระดับของคุณค่าอันบริสุทธิ์ที่ผู้เขียน ในนามของ “ผู้สร้างสรรค์” ได้แสดงออกมา อย่างจริงใจและตั้งใจ.. 

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตของเราคงจะไร้ค่า ถ้าเราใช้ชีวิตไปกับความไม่สมบูรณ์โดยการเกลียดชังในสิ่งเหล่านั้น 

“เพียงแค่ลองเปิดใจ ยอมรับดูสักครั้ง แล้วทั้งชีวิตของเรา ก็จะเปี่ยมไปด้วย ..ความรักอันไร้เงื่อนไข!“

ข่าวแนะนำ