ปากกาขนนก /สกุล บุณยทัต
“ภาวะแห่งการมีการเป็นของมนุษย์ คือรายละเอียดที่ไม่ได้มีอยู่เฉพาะแค่กายร่าง แต่ยังมีอยู่กับใจแห่งใจของเรา ด้วยเหตุนี้จึงไม่เฉพาะแค่เพียงปัจจัยภายนอกของมนุษย์เราเท่านั้น แต่ปัจจัยภายในก็มีส่วนที่จะส่งผลด้วย!
ว่ากันว่า... สิ่งที่มีค่าที่จะช่วยดูแลใจให้สงบเย็น ก็คือ... ‘ธรรม’ อันหมายถึงสิ่งที่ทุกคนควรมี เป็น ‘ของควรมี’ แต่การที่จะมีได้ หาใช่เพราะการซื้อขายเพื่อให้ได้มา แต่มันคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้กับตน จนเป็น ‘ทรัพย์ประจำตน’ อันเรียกว่า ‘อริยทรัพย์’ ซึ่งก็หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ 7 ประการที่ฝังอยู่ในจิตใจ
เป็นคุณธรรม 7 ประการที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า เป็นสมบัติแสนล้ำค่าที่ยั่งยืน และไม่มีใครสามารถที่จะแย่งชิงไปได้ อันประกอบด้วย...
ศรัทธา: ความเชื่อที่มั่นคงในหลักธรรม เชื่อในการทำดีได้ดี อันเป็นการเชื่ออย่างมีเหตุผล
ศีล: หมายถึงการรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย สุจริต และประพฤติถูกต้อง
หิริ: ความละอายต่อบาปและการกระทำชั่ว
โอตตัปปะ: ความเกรงกลัวต่อผลของการกระทำแห่งบาปและความชั่ว
พาหุสัจจะ หรือ สุตะ: การเป็นผู้ใฝ่รู้ ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก
จาคะ: ความเสียสละเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว
ปัญญา: ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเหตุผล ถูก-ผิด ดี-ชั่ว รู้เท่าทันตามความเป็นจริง
อริยทรัพย์ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นทรัพย์ที่ยั่งยืนกว่าทรัพย์ภายนอกอันหมายถึงแก้วแหวนเงินทอง เนื่องเพราะมันสามารถติดตัวไปได้ทุกที่ ทั้งในภพชาตินี้ หรือแม้กระทั่งในภพชาติเบื้องหน้า!
อริยทรัพย์คือ ‘ของควรมี’ และควรมีให้มากๆ... จะว่าไปแล้วชีวิตนี้มีขึ้นเพื่อโปรดโอกาสให้เราได้สร้างอริยทรัพย์ให้มากๆ เพื่อใช้ในยามประสบทุกข์อันเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น หรือที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ... เพื่อจะได้อยู่อย่างเหนือทุกข์!”
ปฐมบทแห่ง “ของควรมี” หนังสือบันทึกความคิดเล่มเล็ก แต่อุดมไปด้วยสาระอันทรงค่าเลิศล้ำต่อการสอนสั่งชีวิตให้รู้ถึงสถานะและบทบาทอย่างถ่องแท้และฝังลึก จากคำสอนในหลากหลายสาระของท่าน พระไพศาล วิสาโล ปราชญ์แห่งพุทธธรรมคนสำคัญของศาสนแผ่นดิน ที่ได้คว้านลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้สัมผัส ให้รู้ตื่นในจิตวิญญาณของการตระหนักรู้ และกอบเก็บเอาของมีค่าที่ได้ประจักษ์ ให้มาเยียวยาการเดินทางที่พลาดพลั้งของความเป็นชีวิต ให้หวนคืนกลับสู่ครรลองของจุดหมายที่หวังจะไปให้ถึงให้ได้อีกครั้ง และอีกครั้ง!!
“คนที่อยากเดินทางบนเส้นทางธรรม ต้องมีจุดหมายที่ชัดเจน สิ่งที่ทำอยู่ก็ยังไม่ใช่การเดินทาง มันแค่การเถลไถล... และเมื่อคิดว่าเส้นทางนี้เราจะทุ่มเทชีวิตให้ ก็จักต้องชัดเจนในเส้นทางหรือวิธีการที่ใช้ ว่าจะพาเราให้ไปถึงจุดหมายที่ต้องการได้...”
ท่านพระอาจารย์ได้สอนสั่งเน้นย้ำให้เราทุกคนได้ยึดมั่นและต้องตั้งใจที่จะทำเหตุต่างๆ ในชีวิตให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม “ทำดีย่อมได้ดีแน่” แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะเกิดสิ่งไม่ดีตามมา เพียงแต่ผลอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ แต่อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือวันข้างหน้า
“เวลาปลูกต้นไม้ เราจะไปเร่งให้ออกดอกออกผลก็คงไม่ได้ อย่าคิดว่าเรารดน้ำทุกวัน ทำไมต้นไม้ยังไม่โต ยังไม่ออกดอกออกผลสักที... แต่เมื่อเราทำเหตุให้ดี เมื่อถึงเวลา ผลย่อมออกมาแน่”
ไปสู่ “สัมพันธภาพ” ภาวะแห่งความสัมพันธ์เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในคำสอน ทั้งในมิติความคิดและการปฏิบัติที่คมชัด มีเคล็ดลับอยู่ในมิติทั้งสอง อยู่ที่ “จิตอันคิดจะให้” ซึ่งสำคัญกว่าจิตที่คิดจะเอา หรือเรียกร้องจากคนอื่น ถ้าเราคบใครแล้วคิดแต่จะให้โดยไม่ยัดเยียด ก็นับเป็นสิ่งที่ง่ายที่เราจะมีเพื่อน แต่ถ้าเรามัวแต่เรียกร้องเอาจากคนอื่น เรียกร้องให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยิ่งเป็นการผลักให้เหินห่างจากกัน
“ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก ซึ่งถ้าเริ่มต้นเอาแต่ความเรียกร้อง สุดท้ายก็จะลงเอยด้วยความโดดเดี่ยว”
นั่นจึงเท่ากับว่า การเปิดใจรับรู้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อกระบวนการหยั่งเห็นของชีวิต ยิ่งถ้าเป็นในมรรคาที่ควรจะมีหรือควรจะเป็น จากจุดประเดิมของการสร้างมิตรด้วยวิธีการรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งก็จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเร้าต่อความเมตตากรุณาของเรา จนบังเกิดจิตปรารถนาที่จะให้มากกว่าที่จะรับ ซึ่งถือเป็นสิ่งอันสำคัญมากต่อการที่จักต้องฝึกฝนในตัวตนอยู่เสมอ!
แท้จริงแล้ว... มนุษย์มีความสามารถที่จะรักกันอยู่เพียงไหน? และสมควรเป็นเช่นไร? นี่ถือเป็นคำถามสำคัญที่ผุดขึ้นมาเป็นนัยปริศนาของชีวิต การเฝ้ามองและสังเกตเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์รอบข้าง อาจคือที่มาของคำตอบแห่งคำถามอันชวนตรึกตรองนี้!
“เวลาสัตว์เดือดร้อน บางครั้งก็ไปขอความช่วยเหลือจากคน ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อขอให้คนไปช่วย... คนเรานั้นมีปัญญา มีสมอง และสมองของมนุษย์นั้นพัฒนามากกว่าสัตว์ เราสามารถรักคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว รักเพื่อนบ้าน รักต่างชาติ ต่างศาสนา รักประเทศ รักโลกทั้งโลกได้”
นี่คือความสามารถ! ความสามารถที่จะรัก!
ประเด็นที่น่าเรียนรู้อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ “อานิสงส์แห่งบุญ” ซึ่งมักจะเข้าใจกันอย่างเคลือบแคลง จริงๆ แล้วอานิสงส์แห่งบุญอาจจะอำนวยให้เราเจริญก้าวหน้าหรือสุขภาพดี แต่มันก็ยังไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการรักษาศีลเพื่อจะได้เกิดในสวรรค์ หวังที่จะมีความสุขในชาติหน้า หรือต้องการให้ใครเห็นว่า “ฉันเป็นนักปฏิบัติ” เหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จุดหมายของการรักษาศีล!
ย้อนกลับไปในห้วงเวลาของอดีต คนสมัยก่อนนิยมจาริกแสวงบุญ สถานที่ไปแสวงบุญมักเป็นที่ไกลๆ ไปยาก เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการที่จะไปถึงจุดหมายก็มีเพียงวิธีเดียวคือการเดินเท้า ไม่ใช่แค่นุ่งขาวห่มขาว แต่รวมถึงการทำความเพียร การจาริกดังนี้อาจใช้เวลาเป็นเดือน และสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่แค่การไปถึงที่หมาย แต่เป็นความเจริญงอกงามในจิตใจที่เกิดขึ้นระหว่างการจาริก!
นั่นจึงเท่ากับว่า “ระหว่างทาง” นั้นสำคัญ เพราะการจาริกเป็นการขัดเกลาตัวเอง อดทนต่อความยากลำบาก ทำความเพียร ยิ่งหนทางไกลก็ยิ่งยากลำบาก ผู้จาริกก็จะยิ่งได้ฝึกความเพียร บำเพ็ญบารมี ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลูกศรัทธาให้แน่นแฟ้น ซึ่งในระหว่างทางก่อนไปถึงจุดหมาย นับว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่าการไปถึงจุดหมายปลายทาง!
ท้ายที่สุด ท่านพระอาจารย์ก็ได้สอนถึงการยอมรับความเปลี่ยนแปรของชีวิต ซึ่งถือเป็น “ปกติอนิจจัง” ที่คนเราทุกคนสมควรจะต้องได้เรียนรู้ไว้
“ความผันแปรในความเปลี่ยนแปร” นั้น จักเกิดกับตัวเราก็เนื่องด้วยตัวเรามักจะประสบกับสิ่งที่พอใจและไม่พอใจอยู่เสมอ คนโดยทั่วไปมักพยายามที่จะยึดสิ่งที่พอใจเอาไว้โดยปฏิเสธสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปได้ดั่งใจ
การเจริญภาวนาจึงเป็นไปเพื่อฝึกจิต ฝึกฝนจิตใจให้เห็นถึงความผันแปรของโลกธรรมจนไม่หวั่นไหวเมื่อเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ ภาวะดังกล่าวนี้จึงเปรียบดังการชี้ให้เห็น “ของประจำโลก” ที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากภาวะต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตเราได้!
นั่นคือ “ธรรม” ซึ่งธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตรอดพ้นจากการเสื่อมสูญ เนื่องด้วยความวิบัติ ความพลัดพราก ความเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของโลก เหตุนี้คำถามของผู้มีธรรมก็คือ “เมื่อประสบภาวะเช่นนั้น จะต้องวางใจอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์?”
และนั่นคือที่มาของการปฏิบัติธรรมที่สมควรและต้องกระทำ เนื่องเพราะธรรมในพุทธศาสนามีความหมายกว้าง ไม่ได้จำกัดแค่การทำบุญในวัดวาอาราม หรือทำบุญกับพระสงฆ์ ตราบใดที่ทำงานด้วยใจรัก แม้จะอยู่ไกลวัดก็ไม่ห่างธรรม!
“ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยจิตเมตตา อยู่ในกำกับของศีลห้า เป็นสัมมาอาชีวะ ถูกกาลเทศะ เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะแล้ว!”
ข้อสรุป ณ บทเริ่มต้น ถือเป็นต้นรากของหนังสือรวมข้อคิดเล่มนี้ “ของควรมี” ย่อมคือของควรมี ในโยงใยแห่งสำนึกเหนือจิตวิญญาณของการ “ลดตน” ในตน โดยการคิดถึงส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีผลให้เราไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง นั่นเท่ากับเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาแห่งตัวตนลงไม่มากก็น้อย ทั้งหมดคือ “งานของใจ”
ที่ต้องเฝ้าตระหนักว่า ในเวลาที่เราทำงานกันอยู่นั้น ขอให้ใจอยู่กับงาน ณ ปัจจุบัน อย่าเพิ่งจดจ่อที่ผลลัพธ์ เป้าหมาย หรือความสำเร็จ ถ้าใจอยู่กับที่ กำลังที่ทำก็จะไม่เครียด และถ้าวางเป้าหมาย วางความสำเร็จลงบ้าง ก็จะช่วยให้ทุกข์ลดลง... น้อยลง! กระทั่งคำว่า “ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด” ก็จะหมายความได้ว่า “อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ... เรียนรู้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น!”
คำกล่าวของ เนลสัน แมนเดลา วีรบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ ที่เคยได้กล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสังคม แต่คือการเปลี่ยนแปลงตัวคุณเอง” เขาได้ต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในแอฟริกาใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องติดคุกนานถึง 27 ปี หลังจากออกจากคุก เขาได้กลายเป็นคนใหม่ที่อดทน หนักแน่น ใจกว้าง ไม่เคียดแค้นชิงชัง ทำงานกับคนที่คิดต่างได้ ในที่สุดเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงแอฟริกาใต้ได้โดยไม่นองเลือด ประสบการณ์ของแมนเดลาเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นยาก แต่มีอานิสงส์มาก จนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้!
“ของควรมี” ผลรวมแห่งสิ่งที่ล้ำค่าทางความคิด จากผลึกแห่งสำนึกคิดนานา สู่หัวใจอันหลากหลายของข้อตระหนักรู้ จากสรรพความคิด จากมุมมองย้อนมุมมองอันหลากหลาย รวมทั้งทรัพย์สินแห่งความถูกใจและพึงพอใจต่อการเรียนรู้บนพื้นที่ปลอดภัยอันปราศจากทุกข์ อย่าไปคิดว่าเราจะไม่ทุกข์ เพราะในเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ พวกเราทุกคนก็ย่อมมีศักยภาพที่จะไม่ทุกข์ได้ แม้ยังต้องเจอสิ่งที่ยังไม่ถูกใจ หรือสิ่งที่ยังไม่เป็นไปได้ดังใจ
เมื่อใดก็ตามที่มีไฟกองใหญ่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องทุกข์ เราจะทุกข์ก็ต่อเมื่อโดดเข้าไปในกองไฟ แต่เมื่อใดที่ขยับออกมา เว้นระยะห่างจากกองไฟ... เราก็ไม่ทุกข์!
“เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย” นักสร้างสรรค์เรื่องราวที่กระทบใจล้ำลึก เขียนภาพประกอบลีลาก้าวย่างแห่งบทตอนของหนังสือเล่มนี้อย่างเข้าใจและเต็มไปด้วย “ความสงบงาม” ในแสงฉายแห่งความเข้าใจนั้นๆ!
“ใจสงบเพราะไม่มีเสียงดังยังไม่พอ ต้องรู้จักรักษาใจให้สงบแม้มีเสียงดังเกิดขึ้น... และถ้าสงบเพียงเพราะว่าทุกอย่างราบรื่น ไม่มีเสียงดัง ก็ยังถือว่าเป็นความสงบที่ไม่น่าไว้วางใจ!”
#อริยทรัพย์ #ธรรมะ #พระไพศาลวิสาโล #ข้อคิดชีวิต #พุทธศาสนา #ปากกาขนนก #siamrathonline







