ไลฟ์สไตล์

52 เฮิร์ตซ์...คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน “เราอาจมีชีวิตอยู่..เพื่อตามหาใครสักคน..”

แชร์ข่าว

ปากกาขนนก/ สกุล บุณยทัต

ขณะที่เราทุกคนต่างเกิดมาเพื่อจะถูกสอนสั่ง.. ชีวิตทุกๆ ชีวิตต่างจักต้องพบกับความสุข ทั้งด้วยเงื่อนไขของชะตากรรม หรือแม้กระทั่งจากการกระทำที่เป็นทั้งร้ายหรือดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ในความเป็นชีวิตของสรรพชีวิตที่เกิดมา ล้วนมีเงื่อนไขแห่งการดำรงชีวิตที่แตกต่างและแปลกต่างกันไป.. บ้างทุกข์ บ้างสุข บ้างรื่นเริงเบิกบาน แต่บ้างก็เงียบเหงาล้นเหลือ หรืออาจถึงขนาดว่าชีวิตอาจจมปลักอยู่กับความเดียวดายอันเยียบเย็น!

ทุกสิ่งทุกอย่างอันเหนือคาดคิดและกรีดเฉือนหัวใจนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เป็นตราประทับของจิตวิญญาณอันขาดวิ่น เป็นการล่มสลายของความหมายอันล้ำค่าของชีวิต.. เป็นฉากทัศน์ที่ห่มคลุมไปด้วยความหม่นมืดในมืดมนที่ยากจะเยียวยา เหตุนี้.. จึงเป็นไปได้ว่า “เราอาจมีชีวิตอยู่ในโลกนี้..เพื่อที่จักต้องตามหาใครสักคนที่มี ‘ความถี่’ เดียวกัน ซึ่งจะสามารถรักษาดูแลหัวใจที่อ้างว้างได้!”

นัยความหมายเบื้องต้นคือสาระสำคัญของความรู้สึกแห่งใจที่ได้รับจากหนังสือแห่งคุณค่าทางความรู้สึกอันล้ำลึก.. “52 เฮิร์ตซ์...คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน” คือนวนิยายเรื่องเล่าที่อ้างถึง “วาฬเพียงตัวเดียวในโลก” ที่ส่งเสียงด้วยคลื่นความถี่สูงจนวาฬตัวอื่นๆ ไม่ได้ยิน มันไม่สามารถติดต่อกับวาฬตัวไหนบนโลกนี้ได้ จึงไม่มีฝูง ไม่มีเพื่อน ไม่มีคู่ครอง ขณะที่วาฬตัวอื่นก็ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันด้วยเช่นกัน!

คนเราทุกคนต่างย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ตัวเองรู้สึกเหงา เดียวดาย ไร้คนเข้าใจ และไร้เพื่อน เหมือนเช่น “วาฬตัวละครเอกของเรื่องนี้” ซึ่งบางคนก็อาจจะขอยอมแพ้และเลิกเปล่งเสียงไปแล้ว แต่ขณะที่บางคนกลับเลือกที่จะกอดความหวังเพียงเสี้ยวเล็กๆ.. โดยหวังจะได้พบเจอกับใครสักคนที่มีคลื่นความถี่ตรงกัน จึงคอยเปล่งเสียงอยู่ต่อไป..

“คิโกะ” สัญญะแห่งตัวละครเอกในเรื่องนี้ จึงเป็นวาฬที่เกือบจะเลิกเปล่งเสียงไปแล้ว.. แต่ขณะที่เกือบจะยอมแพ้แก่ทุกสิ่ง คิโกะก็ได้ยินเสียงอันทุกข์ทรมานของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นและดังขึ้น! “ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่.. สักวันหนึ่งย่อมมีใครสักคนได้ยินเสียง และตามหาจนพบอย่างแน่นอน..”

“มาจิดะ โซโนะโกะ” เขียนเรื่องราวอันกินใจและน่าประทับใจเรื่องนี้ออกมาได้อย่างบริสุทธิ์และงดงามต่อผัสสะแห่งใจ ในความทรงจำและความอ่อนโยนที่ไม่สูญสิ้น.. งานเขียนของเธอ ไม่ว่าจะเป็น “ปลากระดี่ช็อกโกแลตแหวกว่ายบนท้องฟ้ายามค่ำคืน”, “รสชาติแห่งความปรารถนาสุดท้าย” รวมทั้ง “52 เฮิร์ตซ์...คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน” เล่มนี้.. ล้วนเป็นวรรณกรรมเชิงสะเทือนอารมณ์และเข้าถึงจิตใจของผู้อ่าน โดยเน้นย้ำไปที่ความลึกซึ้งในความเหงา กับเรื่องราวที่ไม่มีใครได้ยิน!

แล้วจะเป็นอย่างไร.. เมื่อชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กชายคนหนึ่งต้องเป็นเหมือนดั่ง “วาฬตัวนี้” เมื่อไม่มีใครเข้าใจ หรือรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเลย..! เมื่อคลื่นเสียงเป็นสิ่งที่วาฬใช้สื่อสารพูดคุย ได้ยินและรับรู้ถึงการมีตัวตนระหว่างกัน.. แต่ครั้นเมื่อวาฬตัวหนึ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางผืนน้ำกว้างใหญ่ เนื่องเพราะ “คลื่นเสียง 52 เฮิร์ตซ์ของมัน เป็นคลื่นความถี่สูงกว่าที่วาฬตัวอื่นๆ มี”

นวนิยายเรื่องนี้สื่อถึงความเหงาและการถูกกีดกัน รวมถึงการที่ตนเองแตกต่างจากคนอื่นจนไม่มีใครรับรู้ถึงความเป็นตัวตน ตลอดจนความรู้สึกที่แท้จริง แต่ถึงแม้ว่าจะโดดเดี่ยว ก็ยังมีความหวังว่าจะได้พบใครสักคน ที่ได้ยินเสียงของตนและค้นพบคนที่มีความถี่ตรงกัน.. เรื่องราวทั้งหมดสะท้อนความโดดเดี่ยวของมนุษย์!

“วาฬ 52 เฮิร์ตซ์” คือวาฬเพียงตัวเดียวในโลก ที่ถึงแม้จะเปล่งเสียงออกไปไกลแค่ไหนหรือเสียงนั้นจะดังแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้เพื่อนฝูงอันหมายถึงวาฬตัวอื่นๆ รู้ได้ว่ามันมีตัวตน.. เพราะคลื่นเสียงของมันที่เปล่งออกไปนั้น ความเข้มข้นของเสียงทำให้ตัวอื่น “ไม่ได้ยินเลย” ซึ่งต่างกับวาฬสามัญตัวอื่นๆ

คลื่นเสียงประหลาดนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1989 และถูกตามหาเรื่อยมาจนปี ค.ศ. 1992 โดยเรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาได้พบว่าคลื่นดังกล่าวถูกปล่อยออกมาจาก “วาฬบาลีน” ตัวหนึ่งซึ่งว่ายน้ำอยู่เพียงตัวเดียว ไม่มีฝูง และไม่มีคู่รักอยู่เคียงข้าง! และถึงมันจะปล่อยเสียงออกไปไกลหรือดังแค่ไหน แต่ด้วยคลื่นเสียงที่แตกต่างออกไปทำให้ไม่มีวาฬตัวใดรู้ได้ว่า.. วาฬ 52 เฮิร์ตซ์ตัวนี้มีตัวตน!

ไม่ว่าจะอย่างไร.. เมื่อได้สัมผัสกับหนังสือเล่มนี้.. เราก็จะรู้ได้ว่าสักวันหนึ่ง ย่อมมีใครสักคนที่จะได้ยินเสียงของเรา และออกตามหาเราจนพบอย่างแน่นอน หนังสือเล่มนี้จะสอนให้เราเกิดปัญญาญาณว่า “อดีตนั้นไม่ควรจะเป็นสิ่งกำหนดอนาคต” ถึงแม้ว่าตัวละครแต่ละตัวจะเคยผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้าย แต่พวกเขาก็สามารถที่จะเลือกสร้างชีวิตใหม่ได้ เช่นเดียวกับที่ว่าความเหงานั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แต่ถ้ามีคนเข้าใจก็จะสามารถลดความรู้สึกที่ทุกข์ทรมานนั้นลง..

เหตุนี้.. การให้อภัยตัวเอง จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต มันจักช่วยให้เราก้าวข้ามความผิดพลาด และสามารถเดินหน้าในชีวิตต่อไปได้ ประเด็นสำคัญที่ก่อรูปแห่งสารัตถะความคิดในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ.. การย้ำให้เราได้หยั่งเห็นและตระหนักว่า การยอมรับความจริงนั้นทำให้เราเข้มแข็งขึ้น การยอมรับต่ออดีตและความเป็นตัวเอง มีผลทำให้ตัวละครที่ประสบชะตากรรมในเรื่องทั้งหมดก้าวพ้นจากความเจ็บปวดได้

“ความเข้าใจ เริ่มต้นจากการไม่ตัดสิน การไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น มีส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง..!” ว่ากันว่า.. การเปิดใจคือก้าวแรกของการเชื่อมต่อ และถ้าหากเราไม่เปิดใจ เราจะไม่สามารถพบคนที่เข้าใจในตัวเราได้ ซึ่งบางครั้ง “คนที่เคยเข้าใจผิด” ก็อาจคือคนที่สำคัญในชีวิตของเรา.. เป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความไม่เข้าใจกัน ซึ่งอาจจะพัฒนาไปสู่มิตรภาพที่แท้จริง!

“ทุกคนต้องการเสียงตอบรับ” จากคนรอบตัว แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย.. การยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็นจะทำให้เขารู้สึกว่า “ตัวเองมีค่า” ที่สำคัญ.. เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะถูกรัก ความไม่สมบูรณ์ของเราอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นสิ่งอันเป็นที่รักในสายตาของคนอื่นที่มองเห็นคุณค่าของเรา..!

“ความอบอุ่นจากคนที่มีคลื่นความถี่เดียวกัน การได้พบใครสักคนที่เข้าใจและสื่อสารกับเราในระดับเดียวกัน จักทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว!” ในที่สุดเราก็จะประจักษ์ได้ว่า ความอบอุ่นจากคนที่มีคลื่นความถี่เดียวกัน ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยว.. ความเหงาจึงคือเสียงที่ไม่ได้รับการตอบรับ เหมือนกับวาฬ 52 เฮิร์ตซ์ที่ได้ส่งเสียงออกไปแต่ไม่มีใครได้ยิน.. ความเหงาจึงเกิดจากความต้องการที่จะมีใครสักคน..เข้าใจเรา

การฟังเสียงอย่างแท้จริง คือการแสดงความรัก เมื่อเราสดับฟังใครสักคนอย่างตั้งใจ นั่นจึงเท่ากับเป็นการแสดงว่า.. “เราให้คุณค่าต่อตัวตนของเขา”

นี่คือเรื่องราวแห่งนวนิยายที่ถูกเขียนขึ้นอย่างจริงจังและจริงใจมาก โดยเฉพาะการสะท้อนรอยแผลอันฉกาจฉกรรจ์ที่ผู้ให้กำเนิดกระทำกับผู้เป็น “สายเลือด” ของตัวเองที่ได้เกิดมาตอนที่พวกเขาไม่พร้อม.. ทั้งด้วยการขู่ตะคอกด่าทอด้วยความเกลียดและโกรธ จนถึงขั้นกักขังลูกในห้องน้ำอย่างไร้กรุณา ให้อดอาหารจนต้องไปคุ้ยหาเศษอาหารกินตามถังขยะ หรือการใช้บุหรี่จิ้มลิ้นเพื่อลงโทษ..

แต่ตัวละครเอกทั้งสองคนคือ “คิโกะ” และ “อิโตชิ” ก็ไม่ได้ร้องขอความเมตตาออกมาให้ใครได้ยิน วิบากกรรมอันเงียบงันของพวกเขาจึงคล้ายเหมือนพฤติกรรมแห่งชีวิตของวาฬ 52 เฮิร์ตซ์ในส่วนจำเพาะที่เร้นลึก แต่พวกเขาก็ไม่เคยโกรธ ไม่โทษพ่อแม่ พร้อมกับชีวิตที่ค่อยๆ ตระหนักรู้ สู่การแปรเปลี่ยนและเติบโตขึ้นมาในฐานะของความเป็น “มนุษย์”

ความจริงแห่งใจในเชิงผลกระทบและการเปรียบเทียบจากสภาวการณ์ดังนี้.. จึงมีบทสรุปที่จักต้องเสียน้ำตา หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล Japan Booksellers' Award เมื่อปี ค.ศ. 2021 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แห่งความประทับใจของผู้ชมมากมาย!

“หนึ่งฤทัย ปราดเปรียว” แปลและถอดความเป็นภาษาไทยได้อย่างงดงามลึกซึ้ง จากแก่นสารของบทนำความคิดอันเป็นปริศนาที่ว่า.. “เมื่อคนสองคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงได้มาพบกันเพราะความเหงา เรื่องราวบทใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว จะมีใครได้ยินเสียงของวาฬที่เหงาที่สุดในโลกทั้งสองตัวนี้หรือไม่?”

..เนื่องเพราะ.. “ในช่วงเวลาที่เหงาเจียนตาย และโดดเดี่ยวเกินทน.. ฉันยังคงเชื่อมั่นว่าข้างนอกนั่น จะต้องมีใครสักคน ที่รู้สึกเหมือนกัน!”