ป.ป.ช. ผนึกเมืองพัทยาบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย แก้ 5 ปัญหาหลัก ตั้งแต่ก่อสร้างล่าช้า รุกทางเท้า ป้ายเถื่อน สายสื่อสารรกรุงรัง และฝุ่นจากงานก่อสร้าง หวังป้องกันทุจริต สร้างความปลอดภัยและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว
วันที่ 25 ส.ค.69 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา พล.ต.ต. อรุณ อมรวิริยะกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 2 พร้อมด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนาเมือง ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการสาธารณสุขในพื้นที่ โดยมี นายสุขสันต์ ประสาระเอ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักการช่าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
การประชุมครั้งนี้มุ่งบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การอนุญาตก่อสร้างอาคารที่ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ 2.การรุกล้ำพื้นที่ทางเท้าจากหาบเร่แผงลอยและรถจักรยานยนต์ 3.การติดตั้งป้ายโฆษณาในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต 4.สายสื่อสารที่รุงรังหรือไม่ได้ใช้งาน รวมถึงสายที่พาดโดยไม่ได้รับอนุญาต และ5.การควบคุมผู้ประกอบการก่อสร้างให้มีมาตรการป้องกันฝุ่นละอองและวัสดุตกหล่น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีความต่อเนื่อง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนป้องกันช่องทางที่อาจนำไปสู่การทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว
นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า การทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ช่วยสร้างความมั่นใจในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากหลายปัญหาไม่ได้อยู่ในอำนาจของเมืองพัทยาโดยตรง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย สำหรับการจัดโซนนิ่ง ปัจจุบันมีพื้นที่ตั้งแต่พัทยาสาย 3 ถึงชายทะเล ขณะที่พัทยาใต้ยังไม่มีโซนนิ่งอย่างเป็นทางการ และมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น จึงมีการหารือถึงการจัดโซนนิ่งเพิ่มเติม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัญหาเสียงและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและประชาคม
ส่วนปัญหาคนไร้บ้าน เมืองพัทยาทำงานร่วมกับ พม. ลงพื้นที่ตรวจสอบทุกสัปดาห์ โดยยึดหลักสิทธิของประชาชน หากไม่ได้กระทำผิดกฎหมายและไม่สมัครใจเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถบังคับให้ออกจากพื้นที่ได้ แต่หากพบการกระทำผิดหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายปรเมศวร์ กล่าวถึงการจัดระเบียบที่จอดรถว่า เมืองพัทยาไม่ได้มุ่งเพียงการบังคับใช้กฎหมายหรือล็อกล้อ แต่พยายามเพิ่มพื้นที่จอดรถให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยลดพื้นที่ตีเส้นขาวแดงริมชายหาดจากระยะทางประมาณ 2.7 กิโลเมตรลง 350 เมตร ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่จอดรถได้กว่า 100 คัน
“การพัฒนาเมืองต้องใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ควบคู่กับหลักความเป็นธรรม เพราะพัทยาเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องสร้างสมดุล เพื่อให้เมืองมีความเป็นระเบียบ ปลอดภัย และยังคงเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่าย สร้างรายได้และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ”
ด้าน พล.ต.ต. อรุณ อมรวิริยะกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 2 กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขอความร่วมมือและรับทราบปัญหาอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน โดยพบว่าเมืองพัทยาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหลายด้านไปแล้ว และบางส่วนดำเนินการมากกว่าประเด็นที่คณะลงพื้นที่เข้ามาติดตาม จึงขอขอบคุณเมืองพัทยาที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้วยเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก การดูแลความเป็นระเบียบ ความปลอดภัย และการให้บริการ จึงสะท้อนทั้งภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาและประเทศไทย
การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบหรือดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานในมิติของการป้องกันและป้องปราม โดยต้องการร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง เพราะหากสามารถป้องกันได้ตั้งแต่แรก จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสียหายต่องบประมาณของรัฐ และไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ถูกดำเนินการภายหลัง
สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่ได้รับทราบ ป.ป.ช. จะนำข้อมูลไปสะท้อนต่อผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิจารณาเสนอเป็นมาตรการหรือแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย โดยยืนยันว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อเอาผิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการรับฟัง ช่วยเหลือ และทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อประโยชน์ของประเทศ นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเตรียมประสานความร่วมมือกับตำรวจในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากหากเกิดอาชญากรรมร้ายแรงในเมืองท่องเที่ยว แม้เพียงครั้งเดียวและมีการเผยแพร่ข่าวออกไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองและประเทศไทยในวงกว้าง ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ตั้งแต่ต้นทาง เพราะการไม่เกิดเหตุย่อมเป็นผลดีที่สุด ทั้งต่อประชาชน นักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดยรวม








