วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่สหกรณ์นิคมบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวณิชาภา สุวรรณนาค สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมคณะทำงานที่ปรึกษา ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากประชาชนและผู้นำชุมชน โดยประชุมร่วมกับ สถาบันเครือข่าย “วิถีไทสัญจร” ภาคใต้ตอนบน ภายใต้การขับเคลื่อนของ นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันเครือข่ายวิถีไท การประชุมครั้งนี้มีคณะทำงานและเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายณัฐนันท์ พงษ์ภูริพัฒน์ นายนันทปรีชา คำทอง ดร.ปราสาทพร สีกงพลี ดร.ปัญญา ชัยรัตนพาณิชย์ ดร.นิมิตร พลเยี่ยม รองประธานสถาบันเครือข่ายวิถีไท รวมถึงคณะกรรมการส่วนกลาง ได้แก่ นายศราวุธ ศรีนนท์ นางรื่นฤทัย อินทร์โพธิ์ นายชัวเจ๋ง จันผ่อง และนายวัลลภ พรจรูญโรจน์
นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการเครือข่ายและสมาชิกสถาบันเครือข่ายวิถีไทจากพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาจากพื้นที่จริง เวทีดังกล่าวเปิดกว้างให้ผู้นำชุมชนและผู้มีประสบการณ์ร่วมสะท้อนปัญหา ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม การเมือง การปกครอง ตลอดจนกระบวนการยุติธรรม เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะ นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นธรรม และยั่งยืน
นางสาวณิชาภา กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับข้อมูลจากพี่น้องประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาภาคการเกษตร ทั้ง มะพร้าวและทุเรียน รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับ การทุจริตคอร์รัปชันและกระบวนการยุติธรรม
“วันนี้มีโอกาสลงพื้นที่อำเภอบางสะพาน ได้รับฟังเรื่องราวและปัญหาจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกรมะพร้าว ทุเรียน รวมถึงปัญหาคอร์รัปชันและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้รับข้อมูลจากทั้งพื้นที่บางสะพาน บางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงพื้นที่จังหวัดชุมพร”
นางสาวณิชาภา ระบุว่า ปัญหาที่ได้รับจะนำไปหารือในวุฒิสภา และผลักดันเข้าสู่คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปัญหาจากพื้นที่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมย้ำว่า แม้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม แต่การทำงานของสมาชิกวุฒิสภายังคงเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการทำงานใน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ซึ่งมีโอกาสสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการใช้งบประมาณของหลายกระทรวง
“เราไม่ได้มองว่างบประมาณจะมากหรือน้อย แต่สิ่งสำคัญคือ งบประมาณที่ลงไปต้องเกิดประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพสูงสุดกับประชาชน”
จี้ “อ่างเก็บน้ำมรสพ” ต้องเร่งดูข้อเท็จจริง อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกสะท้อนในเวที คือ ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำมรสพ ซึ่งประชาชนต้องการให้สมาชิกวุฒิสภานำปัญหาไปติดตามและผลักดันให้เกิดความชัดเจน ในฐานะ สว.ที่มาจากภาคประชาชน พร้อมทำหน้าที่สะท้อนปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก “ในส่วนของกระทรวงหรือหน่วยงานใดที่เห็นว่าควรมีข้อเสนอหรือแนวทางเพิ่มเติม เราก็จะเสนอไป เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน หากเรื่องใดไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ก็จะส่งต่อเข้าสู่กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องต่อไป”
มะพร้าวไทยต้องไม่ถูกทิ้ง! จี้รัฐทบทวนการนำเข้า ช่วงผลผลิตล้นตลาดต้องปกป้องเกษตรกร ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ วิกฤตราคามะพร้าว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นางสาวณิชาภา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ในกรรมาธิการวิสามัญได้มีการเชิญ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาชี้แจงถึงปัญหาภาคการเกษตร และได้สะท้อนปัญหามะพร้าวของประจวบคีรีขันธ์โดยตรง เราพยายามผลักดันให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ เพราะประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ และมะพร้าวของประจวบฯ มีคุณภาพสูง พร้อมเสนอให้ภาครัฐทบทวนแนวทางการเจรจาการค้า โดยเฉพาะ FTA ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรไทยมากขึ้น
“การเจรจาการค้าต้องมองผลประโยชน์ของประชาชนที่เป็นเกษตรกรเป็นหลัก ไม่ใช่เจรจาแล้วสุดท้ายสินค้าเกษตรของเราเสียเปรียบ”โดยเฉพาะกรณีมะพร้าว หากช่วงขาดแคลนจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อรักษาสมดุลของตลาด แต่ในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมากและราคาตกต่ำ รัฐควรมีมาตรการ ชะลอการนำเข้า หรือบริหารปริมาณการนำเข้าให้สอดคล้องกับผลผลิตภายในประเทศ ช่วงที่มะพร้าวของเราราคาตกต่ำ ควรมีมาตรการชะลอการนำเข้า เพื่อให้ราคามะพร้าวมีเสถียรภาพและเกษตรกรสามารถอยู่ได้ เพราะเมื่อมีการเจรจาการค้าไปแล้ว หากเกิดผลกระทบกับภาคเกษตร รัฐก็ควรมีมาตรการรองรับและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย”
เวทีสถาบันเครือข่าย “วิถีไทสัญจร” ภาคใต้ตอนบนครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวบรวม “เสียงจากพื้นที่จริง” จากผู้นำชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อส่งต่อไปยังกลไกรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะปัญหาที่กำลังเผชิญทั้ง ราคาพืชผลทางการเกษตร ความมั่นคงด้านน้ำ การใช้งบประมาณ ปัญหาคอร์รัปชัน และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ
“รับฟังจากพื้นที่ สะท้อนเข้าสภา ผลักดันสู่การแก้ปัญหา” คือแนวทางที่สมาชิกวุฒิสภาและเครือข่ายภาคประชาชนมุ่งหวังให้เกิดขึ้น เพื่อให้การแก้ปัญหาของประเทศตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ








