“วราวุธ” นำคณะ สส. สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ต้อนรับ “พิพัฒน์” ตรวจติดตามความคืบหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสุพรรณบุรี วราวุธ ระบุ มีถนนอีกหลายเส้นยังชำรุดทรุดโทรม ขอ ก.คมนาคมดูแลอนุมัติงบซ่อมแซม แก้ปัญหาจุดเสี่ยงลดอุบัติเหตุ ด้าน พิพัฒน์ รับลูก ดันให้บรรลุเป้าหมายเมืองเศรษฐกิจมูลค่าสูง สั่ง 5 หน่วยงานพัฒนา ต่อยอด
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 สำนักงานทางหลวงที่ 12 กรมทางหลวง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน โดยมีนายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายยงยุทธ์ เพ็งเมือง รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายปิยะ โยมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายจิรวัฒน์ ทรงผาสุก ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 12 ปรีชา โสภารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 18 นายจักรภพ วัชรมณเฑียร ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี เขต 2 นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ร่วมประชุม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรีครั้งนี้เรามีเป้าหมายชัดเจนในการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมใน จ.สุพรรณบุรี ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดย จ.สุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่ใช้เส้นทางขนส่งทางบกเป็นหลัก ดังนั้น การพัฒนาระบบรางที่ยังขาดช่วง มีความไม่สมบูรณ์ และการเสริมโครงข่ายโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ จ.สุพรรณบุรี บรรลุเป้าหมายการเป็นเมืองเศรษฐกิจมูลค่าสูง สังคมทรงคุณค่า มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืนตามร่างแผนพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี 2571 – 2575 ได้ในปี 2570 กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ 2.2 พันล้านบาท เพื่อให้การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและรับทราบปัญหาในพื้นที่อย่างตรงจุด จึงขอให้หน่วยงานของกระทรวงคมนาคม ได้นำความคืบหน้าของโครงการ เริ่มจากกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท รฟท. กรมการขนส่งทางราง และกรมการขนส่งทางบกดำเนินการ โดยแจ้งผลความคืบหน้าและความต่อเนื่องของกระทรวงคมนาคมที่จะนำมาลงพัฒนาและต่อยอดของ จ.สุพรรณบุรี
ด้านนายวราวุธ กล่าวว่า ในนามพี่น้องชาว จ.สุพรรณบุรี ต้องขอบคุณรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนและมาดูแลความคืบหน้าการทำงานของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ ต้องบอกว่า ตนโตมากับแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 รับประทานปาท่องโก๋จิ้มนมตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ เปิดงานอะไรต่างๆ ได้เห็นการพัฒนามากมาย ต้องเรียนว่า เพื่อนๆ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะในส่วนของแขวงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจิตใจของคนสุพรรณบุรี เติบโตมาตามเส้นทางคมนาคมสัญจรต่างๆ ที่เชื่อมโยงโครงข่ายทั้ง 10 อำเภอของสุพรรณบุรีที่ดำเนินการมาจนถึงวันนี้ ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ข้าราชการของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบท และกรมทางหลวง เพราะทุกคนทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และไม่ใช่เฉพาะแค่งานในส่วนของกระทรวงคมนาคม บางครั้งมีงานของจังหวัด เราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากทั้งแขวงและเขตเป็นอย่างดีในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องบอกว่า แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 แห่งนี้ ทุกคนจะรู้จักกันว่า สี่แยกแขวงของกระทรวงคมนาคม การจราจรหนาแน่นที่สุดใน จ.สุพรรณบุรี มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน ยังมีความท้าทายอีกหลายปัจจัย ไม่แน่ใจว่า ต้องโทษตั้งแต่นายบรรหารหรือไม่ พอไม่มีถนนก็อยากมีถนน พอมีถนนทำดีปุ๊บก็ขับเร็ว สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จ.สุพรรณบุรีจะขึ้นชาร์ต ติด 3 อันดับแรกจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตตลอด เลยไม่รู้ว่า ทำดีไปก็เลยขับกันเร็ว จึงต้องมาหามาตรการต่างๆ มาลดความเร็ว อำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนใน จ.สุพรรณบุรี ที่ในจังหวัดใกล้เคียงที่สัญจรมา
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เส้นทาง 340 ตลอดระยะเวลาหลายสิบปียังไมได้รับการซ่อมแซม ผ่านน้ำท่วมมาหลายต่อหลายครั้งถ้าไม่ใช่เพราะคุณภาพถนนที่กรมทางหลวงได้ทำเอาไว้ด้วยคุณภาพที่ดีจริงๆ ไม่เช่นนั้นถนน 340 คงพังไปนานแล้ว คงมีอายุมาไม่ถึงทุกวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อีกไม่นานการจราจรที่ติดขัดจะได้รับการบรรเทาจากการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ทำให้ถนน 340 เป็นอีกเส้นทางที่ขึ้นสู่ภาคเหนือได้อย่างสะดวกสบาย
“พวกเราไม่มีอะไรมาก อยากจะขอขอบคุณ และอยากขอฝากอีกหลายเส้นทาง ใครที่บอกว่า สุพรรณบุรีเหลือแต่หัวคันนาที่ไม่ได้ลาดยาง จริงๆ ยังมีอีกหลายเส้น และถนนอีกหลายจุดที่ชำรุดทรุดโทรมต้องได้รับการซ่อมบำรุงเป็นระยะ อย่างเวลามีน้ำท่วมขึ้นมา พื้นที่ตอนล่างของ จ.สุพรรณบุรี ทั้ง อ.บางปะม้า อ.สองพี่น้อง เป็นพื้นที่รับน้ำ ได้รับผลกระทบจากการแช่น้ำอยู่เป็นแรมเดือนในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงต้องรบกวนรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการดูเรื่องการอนุมัติงบต่างๆ”นายวราวุธ ระบุ
โดยนายวราวุธ ได้ร่วมรับฟังบรรยายและรับชมวิดีทัศน์สรุปภาพรวมโครงข่ายการคมนาคมขนส่ง การจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุและความคืบหน้าโครงการขนาดใหญ่
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายวราวุธ และคณะสส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมกับนายพิพัฒน์ ได้ลงพื้นที่ไปยังบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 340 และทางหลวงหมายเลข 321 (บริเวณแยกยินดี) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยได้ร่วมรับฟังบรรยายสรุปการตรวจสอบพื้นที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน และความเหมาะสมในการผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกในงบประมาณปี 2571
จากนั้นนายพิพัฒน์ นายวราวุธ และคณะได้เดินทางยังทางหลวงหมายเลข 3260 อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี บริเวณจุดตัดทางรถไฟบริเวณเส้นทางเลียบคลองทางเข้าวัดป่าเลไลยก์ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติและสัญญาไฟจราจร บริเวณจุดตัดทางแยกเพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
ต่อมานายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า จ.สุพรรณบุรี ในอดีตนายบรรหารได้พัฒนาจนมีคนบอกว่า นายบรรหารมาเป็นนายกฯในห้วงระยะเวลาสั้นๆ แต่สามารถพัฒนาให้ จ.สุพรรณบุรีได้ มีถนนที่ดี ซึ่งต้องขอฝากประชาชนว่า การใช้ความเร็วเสี่ยงจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ในส่วนของแยกยินดี จะพิจารณาว่า จะทำเป็นทางยกระดับหรือเป็นทางลอด โดยจะให้กรมทางหลวงพิจารณาเรื่องความเหมาะสมและงบประมาณ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดอุบัติเหตุที่แยกแห่งนี้ได้ อีกส่วนคือ ทางข้ามรถไฟ ถนนหมายเลข 3260 แม้ถนนเปิดเรียบร้อย ทางรถไฟมีการพาดผ่าน แต่ในระบบป้องกันยังไม่เรียบร้อย โดยเสร็จไป 1 ด้าน อีกด้านจะแล้วเสร็จในเดือน มีนาคม 2570 จะพยายามทำให้เสร็จให้วิ่งได้ทั้งสองทาง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับ มาดูพื้นที่ Missing link ของ จ.สุพรรณบุรีมาอยู่ตรงไหน ทำให้มีความเข้าใจในระดับหนึ่ง หากสำเร็จงานขนส่งในระบบรางจากภาคเหนือไปอีสาน และพร่องไปภาคใต้ โดยจะใช้ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นรอยต่อที่สำคัญสุดในการเชื่อมไปพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งน่าจะใช้งบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเดินทางไปทางภาคใต้ แต่จะเชื่อมไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ตนมั่นใจว่า หากเรามีการทำเรื่อง EIA เรียบร้อย โครงการเดินหน้า ผลประโยชน์จะเกิดกับประเทศไทยทั้งประเทศ จ.สุพรรณบุรีจะเป็นศูนย์กลางในการขนถ่ายสินค้า เพราะมีการทำเกษตรกรรมมากมาย โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่มีจำนวนมาก ปศุสัตว์
ขณะที่นายวราวุธ กล่าวว่า จ.สุพรรณบุรีมีการพัฒนาไปหลายมิติ วันนี้มีการพูดถึงการสร้าง Missing link ขึ้นมาเพื่อจะเชื่อมเส้นทางขนส่งทางระบบราง ซึ่งการขนถ่ายสินค้าทางรางจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ลดการใช้เชื้อเพลิง และสนับสนุนนโยบาย Net zero ภายใน 2050 ของนายกฯ โดยเส้นทางทางรางที่กำลังจะเกิดขึ้น ระยะประมาณ 30-40 กิโลเมตร แต่เป็นการพาดผ่านพื้นที่รับน้ำถึง 5 ทุ่งด้วยกัน ทำให้มีความท้าทายในเรื่องงบประมาณและการก่อสร้าง ซึ่งถ้าสำเร็จจะทำให้การขนถ่ายสินค้า ทั้งทางการเกษตร ปศุสัตว์ หรือสินค้าอื่นจากภาคเหนือไปทางภาคใต้ ส่วนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุถนน 340 นั้น ทางรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำชับ รฟท. และหน่วยงานต่างๆ ที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ ไม้กั้นทางรางรถไฟ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้แก้ปัญหาได้หลายเรื่อง แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ขอความกรุณาได้สานงานต่อ








