วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบราง และรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาทางลักผ่านบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน โดยมุ่งเน้นผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พัฒนาระบบรางที่ยังขาดช่วง และส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ สำนักงานแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 จังหวัดสุพรรณบุรี
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างโครงข่ายโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีศักยภาพด้านการเกษตรและเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้เชื่อมโยงและครอบคลุม จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง สนับสนุนให้จังหวัดสุพรรณบุรีสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจและโครงข่ายการขนส่งหลักของประเทศ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ซึ่งถือเป็นโครงข่ายสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบังได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินรถผ่านกรุงเทพมหานคร ช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการเส้นทางขนส่ง ลดความแออัดของโครงข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ
ปัจจุบัน โครงการทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี อยู่ระหว่างการออกแบบและศึกษาความเหมาะสมของโครงการ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และดำเนินการขออนุมัติตามขั้นตอนต่อไป เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับทางหลวงหมายเลข 3260 บริเวณถนนเลียบคลองเข้าวัดป่าเลไลยก์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยการรถไฟฯ ได้เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดจุดตัดดังกล่าวให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะดำเนินการตรวจสอบสภาพทางกายภาพ ระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตั้งและปรับปรุงป้ายเตือน เครื่องหมายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก่อนเปิดใช้งานจุดตัดดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ในระยะแรกจะจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อควบคุมการเปิด–ปิดแผงกั้นทางรถไฟ เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทางอย่างใกล้ชิด ระหว่างรอการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติชนิด ข.1 ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2570
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานด้านคมนาคมในการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟและทางลักผ่าน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นประเด็นหลัก เพื่อให้โครงข่ายการเดินทางและการขนส่งสามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน








