หนุ่มวัย 32 ปี ก่อเหตุเผาบ้านพักของตัวเองจนวอดทั้งหลัง หลังขอเงินจากแม่ไม่ได้ โดยอ้างว่าจะนำเงินเดินทางเข้าเมืองอุดรธานีเพื่อสมัครงาน ก่อนเดินขึ้นชั้น 2 ของบ้านและจุดไฟเผาตู้เสื้อผ้า จนไฟลุกลามไหม้บ้านทั้งหลัง ด้านแม่สุดทน ใช้เท้าถีบลูกจนล้ม ก่อนเจ้าตัววิ่งหลบหนี ตำรวจตามจับได้ที่บ้านญาติ เจ้าตัวยอมรับผิด อ้างน้อยใจแม่ไม่ให้เงิน ขณะที่แม่ประกาศตัดขาดและยืนยันดำเนินคดีถึงที่สุด
เหตุเกิดเมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ตำรวจ สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านม่วง ต.หนองหาน จึงประสานรถดับเพลิงจาก อบต.เมืองซ้าย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าระงับเหตุ โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น เลขที่ 211 หมู่ 12 บ้านม่วง ต.หนองหาน พบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงจนบ้านเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิงและป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง ภายหลังเพลิงสงบพบว่าโครงสร้างบ้านและทรัพย์สินภายในถูกไฟไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด เหลือเพียงเสาปูนบางส่วน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงจุดที่มีความร้อนและไฟคุกรุ่น
บ้านหลังดังกล่าวมี นางประยงค์ อายุ 65 ปี เป็นเจ้าของบ้าน อาศัยอยู่กับ นายคงคา หรือ “แชมป์” อายุ 32 ปี ลูกชาย เพียงสองคน เบื้องต้นทราบว่านายแชมป์เป็นผู้ก่อเหตุเผาบ้าน ก่อนหลบหนีออกจากพื้นที่
ต่อมาตำรวจสายตรวจ สภ.หนองหาน ติดตามตัวนายแชมป์ไปควบคุมตัวได้ที่บ้านญาติ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ ก่อนนำตัวไปดำเนินการตามกฎหมายที่ สภ.หนองหาน โดยเจ้าตัวยอมรับผิดและให้การว่าเกิดจากความน้อยใจที่ขอเงินจากแม่ไม่ได้
ด้านนางประยงค์ ยืนยันว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับลูกชายถึงที่สุด พร้อมระบุว่าบ้านหลังดังกล่าวสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง และไม่คิดว่าจะถูกลูกชายเผาจนเสียหายทั้งหลัง ขณะเดียวกันชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาให้กำลังใจและปลอบขวัญนางประยงค์ ซึ่งยังอยู่ในอาการเสียใจและร้องไห้ตลอดเวลา
ต่อมา น.ส.สุมาลี ศิริวิเศษ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง (ชำนาญการพิเศษ) อำเภอหนองหาน เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งแก่ผู้ประสบเหตุ และเตรียมประสานจังหวัดเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป
นางประยงค์ เล่าทั้งน้ำตาว่า วันเกิดเหตุเป็นวันอาสาฬหบูชา ตนไม่ได้ไปทำงาน จึงนั่งพักอยู่บริเวณแคร่ใต้ถุนบ้าน กระทั่งลูกชายเดินมาขอเงิน โดยบอกว่าจะนำไปเดินทางเข้าเมืองอุดรธานีเพื่อสมัครงาน แต่ตนไม่เชื่อและเกรงว่าลูกจะนำเงินไปซื้อยาเสพติด จึงไม่ได้ให้เงิน
จากนั้นเห็นลูกชายเดินขึ้นไปชั้น 2 ของบ้าน ไม่นานก็ได้กลิ่นควันไฟ จึงวิ่งขึ้นไปดูและพบว่าตู้เสื้อผ้ากำลังถูกไฟไหม้ ก่อนรีบลงมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ขณะนั้นเห็นลูกชายยืนอยู่บริเวณบ้าน จึงเข้าไปต่อว่าและใช้เท้าถีบจนล้ม พร้อมถามว่าทำไมจึงเผาบ้าน ก่อนที่ลูกชายจะวิ่งหลบหนีไป
นางประยงค์ กล่าวว่า ลูกชายมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมานานหลายปี และเคยเข้ารับการบำบัดหลายครั้ง แต่ยังกลับมาใช้ยาอีก โดยหลังปลดประจำการทหารได้กลับมาอยู่กับแม่และไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลัก ตนพยายามพูดคุยให้เลิกยาและใช้ชีวิตใหม่ เพราะครอบครัวมีกันเพียงสองคนแม่ลูก แต่ลูกชายเคยบอกว่าไม่สามารถเลิกได้
ที่ผ่านมา หากลูกชายมาขอเงิน ตนมักให้ครั้งละ 60-100 บาท แม้ตัวเองต้องทำงานเป็นแม่บ้านในโรงเรียนเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้บ้านที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงถูกเผาจนเสียหายทั้งหลัง จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยอมความและขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย








