ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ขานรับนโยบายได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ได้สั่งการให้นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับสำนักงานศุลกากรหนองคาย และหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ร่วมกันเข้าตรวจสอบพัสดุภัณฑ์ที่รับขนส่งโดยศูนย์ไปรษณีย์ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ผลการตรวจสอบพบ บุหรี่ เมืองกำเนิดต่างประเทศ มิได้ปิดอากรแสตมป์ และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 1,184 คอตตอน (จำนวน 236,800 มวน) และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 133 ชิ้น ซึ่งเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร มูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท จึงได้ยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป กรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง








