วันที่ 17 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, พลตำรวจโทนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ตลอดจนผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี, สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี, ตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและการปราบปรามเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกวาดล้างคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน หรือ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจ รวมถึงการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและการประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4” หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยตรวจสอบที่ดินรวม 172 แปลง พื้นที่กว่า 130 ไร่ มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,671 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 108 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 65 คน รวม 73 หมายจับ
สำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี สืบเนื่องจากจังหวัดชลบุรีได้แต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการปราบปรามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยร่วมกันตรวจสอบข้อมูลของนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น และการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 76,000 ราย โดยมีนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวกว่า 28,000 ราย และพบกลุ่มนิติบุคคลที่อาจมีพฤติการณ์เข้าข่ายใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังพบผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ทำบัญชีสัญชาติไทย 2 ราย เข้าไปถือหุ้นในบริษัทหลายแห่ง โดยรายแรกถือหุ้นในบริษัท 146 แห่ง มูลค่าหุ้นประมาณ 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้นในบริษัท 40 แห่ง มูลค่าหุ้นประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินและบ้านพักในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
จากการสืบสวนเชิงลึก เจ้าหน้าที่พบกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซียร่วมกับบุคคลสัญชาติไทยและผู้ทำบัญชี จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ 6 โครงการ รวมประมาณ 775 หลัง มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท มีบริษัทถือครองอสังหาริมทรัพย์รวม 495 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น 435 บริษัท
เจ้าหน้าที่พบว่ามีนิติบุคคลต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเข้าข่ายนอมินี 19 บริษัท และมีนิติบุคคลที่คนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 แต่มีการถือครองที่ดินอีก 14 บริษัท รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 33 บริษัท
การสืบสวนยังพบการประกาศขายและให้เช่าบ้านพร้อมที่ดินผ่านเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในประเทศรัสเซีย โดยมีนายหน้าชาวรัสเซียดำเนินการ รวมถึงมีการเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรีเป็นภาษารัสเซีย ในลักษณะสื่อว่าเป็นหมู่บ้านของชาวรัสเซียอย่างชัดเจน
ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีจึงร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มชาวรัสเซียและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้าน ก่อนนำไปจำหน่ายหรือปล่อยเช่าเพื่อแสวงหาผลกำไรผ่านช่องทางออนไลน์
พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา ขอออกหมายจับบุคคลสัญชาติรัสเซีย 4 ราย และหมายค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง 41 หมาย ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทั้ง 4 ราย พร้อมตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย และยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะขยายผลกวาดล้างเครือข่ายนอมินีและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายของคนต่างด้าวในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัย หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง








