วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ภายหลังเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ระดมกำลังกดดันติดตามตัวผู้ต้องหาคดีฆ่าและเผาศพในพื้นที่อำเภอมวกเหล็กอย่างต่อเนื่อง จนในช่วงเย็นได้รับการประสานจากเพื่อนของ นายสุรชาติ หรือ "แยม" (สงวนนามสกุล) ว่าจะพาผู้ต้องหาเข้ามอบตัว เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ติดตามกดดันอย่างหนัก ประกอบกับสภาพร่างกายอิดโรยและขาดอาหาร หลังหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาหลายวัน กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. นายสุรชาติได้โดยสารรถกระบะของ นายเฒ่า (สงวนนามสกุล) เพื่อนสนิท เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.มวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าห้องควบคุมทันที
จากการสอบถามนายเฒ่า ซึ่งเป็นเพื่อนที่ผู้ต้องหาไว้วางใจ ทราบว่า หลังก่อเหตุ นายสุรชาติได้หลบหนีขึ้นไปซ่อนตัวบนภูเขาหลังหมู่บ้าน บริเวณรอยต่อหมู่ 2 ตำบลลำสมพุง อำเภอมวกเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าภูเขาที่มีความซับซ้อนและยากต่อการติดตาม
จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 16 กรกฎาคม นายสุรชาติได้เดินลงจากภูเขามาหาตนในสภาพอิดโรยและหิวโซ ขอข้าวและน้ำรับประทาน โดยรับประทานข้าวจานใหญ่ 1 จาน และดื่มน้ำ 1 ขันใหญ่ ก่อนจะปรึกษาขอให้ช่วยประสานผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวเข้ามอบตัว
นายเฒ่า เปิดเผยอีกว่า ระหว่างพูดคุย นายสุรชาติยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีปากเสียงกับผู้ตายเกี่ยวกับเรื่องเงินและการยืมเงินกัน จากนั้นผู้ตายได้ใช้ไม้ตีตนก่อน ตนจึงใช้ไม้ตีตอบโต้เข้าที่ศีรษะหลายครั้งจนผู้ตายล้มแน่นิ่ง คิดว่าเสียชีวิตแล้ว จึงนำเศษไม้แห้งและเสื้อผ้าที่อยู่บริเวณศาลามาก่อไฟเผาศพ ก่อนหลบหนีขึ้นไปกบดานบนภูเขา จนกระทั่งรุ่งเช้าจึงมีชาวบ้านมาพบศพ
ต่อมาในช่วงเช้าวันนี้ เวลา 10.30 น. ร.ต.ท.สุรชัย เชียงวัดเกตุ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.มวกเหล็ก ได้ควบคุมตัวนายสุรชาติเข้าสอบสวนอย่างละเอียด โดยมีทนายความและบิดามารดาของผู้ต้องหาเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือใช้ไม้และจอบทำร้ายผู้ตายจนเสียชีวิต ก่อนใช้เศษผ้าและเศษไม้บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟเผาศพเพื่ออำพรางคดี
ด้าน นายแสวง บิดาของนายสุรชาติ เปิดเผยว่า รู้สึกสบายใจที่ลูกชายตัดสินใจเข้ามอบตัว เพราะก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เกรงว่าจะถูกชาวบ้านทำร้าย เนื่องจากขณะเจ้าหน้าที่นำตัวลูกชายออกจากหมู่บ้าน ยังมีชาวบ้านขับรถติดตามมาหลายคัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดูแลความปลอดภัยไว้เป็นอย่างดี
นายแสวง กล่าวว่า ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขอเข้าไปนอนในศาลาซึ่งเคยนอนร่วมกับผู้ตายมานานกว่า 3-4 ปี แต่วันเกิดเหตุผู้ตายไม่ยอมให้นอนและใช้ท่อนไม้ตีศีรษะลูกชายก่อน ซึ่งตนเห็นบาดแผลบริเวณศีรษะจริง จึงแนะนำให้เข้ามอบตัว และประสานเจ้าหน้าที่ผ่านผู้ใหญ่บ้านให้รับตัวมาดำเนินคดี
เมื่อเข้าเยี่ยมลูกชายในห้องควบคุม ผู้ต้องหาขอเพียงเสื้อผ้าและเงินไว้ใช้จำนวนหนึ่ง โดยไม่ได้ร้องขอให้ประกันตัวแต่อย่างใด พร้อมยอมรับว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
"ผมเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทั้งคู่เคยอยู่กินข้าวหม้อเดียวกัน ช่วยเหลือกันมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางร้ายแรง แต่เมื่อคนที่มีปัญหาทางจิตมาอยู่ร่วมกัน เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พ่อแม่ไม่มีใครสนับสนุนให้ลูกทำผิด เมื่อทำผิดก็ต้องรับผลของการกระทำ" นายแสวง กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ชาณภาค สุวรรณชื่น ผู้กำกับการ สภ.มวกเหล็ก เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง และติดตามตัวผู้ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง จนพบว่านายสุรชาติเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงประสานผู้นำชุมชน ญาติ และเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายช่วยกันกดดัน จนผู้ต้องหายอมเข้ามอบตัวในที่สุด
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้ตายเป็นบุคคลเร่ร่อน ใช้ศาลาภายในหมู่บ้านเป็นที่พักอาศัย มีเครื่องนอนและทรัพย์สินส่วนตัวเก็บไว้ภายใน ส่วนผู้ต้องหาเป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต เคยมีประวัติเสพยาเสพติด ถูกจับกุมและผ่านการบำบัดมาแล้วหลายครั้ง ในคืนเกิดเหตุ ทั้งสองอยู่ภายในศาลาเดียวกัน ก่อนมีปากเสียงและทำร้ายร่างกายกัน โดยผู้ต้องหาอ้างว่าถูกผู้ตายทำร้ายก่อน จึงใช้ท่อนไม้และจอบตีผู้ตายประมาณ 2-3 ครั้ง จนล้มแน่นิ่ง ก่อนนำผ้าห่ม เสื้อผ้า และสิ่งของภายในศาลามาก่อไฟเผาศพ
ผู้กำกับการ สภ.มวกเหล็ก ระบุว่า สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความขัดแย้งเรื่องที่พักอาศัย หรือเรื่องเงินและทรัพย์สิน เนื่องจากทรัพย์สินหลายรายการถูกไฟเผาเสียหายจนไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนการติดตามตัวผู้ต้องหาหลังเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะพื้นที่หลบซ่อนเป็นภูเขาสูง สัญญาณโทรศัพท์ไม่ครอบคลุม เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าค้นหา ประกอบกับผู้ต้องหาคุ้นเคยพื้นที่เป็นอย่างดี หากใช้กำลังเข้ากดดันโดยตรงอาจหลบหนีเข้าไปในป่าลึก จึงเลือกใช้วิธีประสานผู้นำชุมชน ญาติ และเครือข่ายในพื้นที่ช่วยเกลี้ยกล่อมให้ออกมามอบตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุชาวบ้านรุมทำร้ายจนสถานการณ์บานปลาย
สำหรับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น ผู้ต้องหาและญาติแสดงความประสงค์ไม่ขอทำแผน อีกทั้งจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจาก สภ.มวกเหล็ก ประมาณ 50 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงไม่มีการนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเบื้องต้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา "ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และเผาศพเพื่ออำพรางคดี" ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป








