รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดประชุมสรุปผลการศึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายชลบุรี–หนองคาย ตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง) – ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) เตรียมยกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
วันนี้ 8 พฤษภาคม 2569 นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปผลการศึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายชลบุรี–หนองคาย ตอนชลบุรี (ท่าเรือแหลมฉบัง) – ปราจีนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 359) ตอน 2 ส่วนที่ 1 และตอน 2 ส่วนที่ 2 เพื่อสรุปผลการศึกษาด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อนผลักดันสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับประเทศในอนาคต โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมสตาร์ไรส์ โรงแรมซันไรส์ ลากูน โฮเทล แอนด์ กอล์ฟ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย M61 ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มุ่งสู่จังหวัดปราจีนบุรี และเชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า และการเดินทางให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศในอนาคต
สำหรับแนวเส้นทางศึกษา ตอน 2 ส่วนที่ 1 เริ่มต้นบริเวณอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เชื่อมต่อมายังอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนสิ้นสุดที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี รวมระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร โดยออกแบบเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 6 ช่องจราจร พร้อมเกาะกลางขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และรองรับการขยายเส้นทางในอนาคต
ขณะที่ตอน 2 ส่วนที่ 2 ออกแบบเป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร และสามารถพัฒนาเพิ่มเป็น 6–8 ช่องจราจรได้ในอนาคต ตามปริมาณการจราจรที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมติดตั้งระบบอำนวยความปลอดภัยที่ทันสมัย ทั้งระบบสื่อสาร กล้องวงจรปิด และระบบไฟฟ้าตลอดแนวเส้นทาง
นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบทางแยกต่างระดับขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและลดปัญหาการจราจรติดขัด ได้แก่ ทางแยกต่างระดับบ่อทอง รูปแบบ Partial Cloverleaf ทางแยกต่างระดับสนามชัยเขต และทางแยกต่างระดับศรีมหาโพธิ รูปแบบ Double Trumpet Interchange ซึ่งสามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้ทุกทิศทางแบบไร้สัญญาณไฟจราจร พร้อมกันนี้ ยังได้ออกแบบทางบริการ ทางลอด และสะพานข้าม เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนทั้งสองฝั่งทาง ลดผลกระทบต่อชุมชน และเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียด พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายหลังการสัมมนา โครงการจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้สมบูรณ์ ก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างในช่วงปี 2574–2576 และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2577 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายคมนาคมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน และอนาคตการเดินทางของประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ








