วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.ฐปนัท (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี เจ้าของสวนทุเรียน ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านสองพี่น้อง ต.สองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง หลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากกรณีโรงงานไม้ยางแปรรูปในพื้นที่ปล่อยน้ำเสียลงสระน้ำ ก่อนที่เจ้าของสวนจะสูบน้ำดังกล่าวไปใช้รดต้นทุเรียน ส่งผลให้ทุเรียนยืนต้นตายทั้งสวน
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบพื้นที่สวนทุเรียนด้านหลังบ้านถูกโค่นทิ้งทั้งแปลง เหลือเพียงตอไม้รวมกว่า 80 ต้น สภาพพื้นที่เสื่อมโทรม ไม่สามารถใช้ทำการเกษตรได้อีก โดยชาวสวนเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากน้ำเสียที่ไหลมาจากโรงงานใกล้เคียง
น.ส.ฐปนัท เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ตนและครอบครัวได้ปลูกทุเรียนไว้จำนวน 80 ต้น แต่ต่อมาต้นทุเรียนทยอยยืนต้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงแจ้งเทศบาลตำบลสองสลึงเข้าตรวจสอบ แต่เรื่องกลับเงียบหาย ก่อนจะร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแกลง และประสานนักวิชาการจากกลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 6 จ.จันทบุรี เข้ามาเก็บตัวอย่างดินและน้ำตรวจสอบ
ผลตรวจพบว่าน้ำในสระมีค่า “โบรอน” สูงเกินมาตรฐานกว่า 600 ขณะที่ค่าปกติควรอยู่ประมาณ 70 ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลกระทบต่อพืช ทำให้ต้นทุเรียนยืนต้นตายทั้งสวน โดยก่อนเกิดเหตุพบว่าโรงงานมีการปล่อยน้ำเสียลงสระ จนต้องจ้างรถแบ็กโฮมาปิดทางน้ำ
“ตอนนั้นไม่รู้ว่าน้ำเสีย พอสูบมารดต้นไม้ก็เริ่มตายหมด ต้องโค่นทิ้งทั้งสวน เสียหายหนักมาก” น.ส.ฐปนัท กล่าว
เจ้าของสวนระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้ร้องเรียนหลายหน่วยงาน ทั้งเทศบาลและศูนย์ดำรงธรรมอำเภอแกลง แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ทางโรงงานยังปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้มีผลตรวจทางวิชาการยืนยันชัดเจน
ทั้งนี้ นักวิชาการประเมินความเสียหายของทุเรียนไว้ที่ต้นละ 15,000 บาท รวม 80 ต้น คิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท พร้อมระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวยังไม่สามารถกลับมาใช้เพาะปลูกได้ตามปกติ ขณะที่เกษตรกรรายอื่นบางส่วนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน และบางรายได้รับการชดเชยแล้ว
ด้าน นายอนวัช อมรรัตน์ ปลัดศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยอง (ชุดเคลื่อนที่เร็ว) เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว และจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน และรายงานให้ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง รับทราบเพื่อสั่งการต่อไป
อย่างไรก็ตาม ชาวสวนยังคงตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและดำเนินคดี เพื่อคืนความเป็นธรรม หลังต้องแบกรับความเสียหายยาวนานกว่า 3 ปี








