ปลดล็อกโทรศัพท์แม่บ้าน รพ.สต.เหยื่อคอลเซ็นเตอร์ได้แล้ว พบข้อมูลแชทเสนอเงิน 2 ล้าน และการโอนเงินรวมทั้งกู้เงินหลายแอพ ขณะที่ประวัติรายการโทรพบรายชื่อแสดง การฉ้อโกงที่น่าสงสัย ญาติเตรียมมอบหลักฐานทั้งหมดแจ้งความตำรวจช่วยติดตามแก๊งมิจฉาชีพมาดำเนินคดี
จากกรณีนางสาวจันทนา อายุ 39 ปี แม่บ้านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งหนึ่ง ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้หายออกจากบ้านพักพร้อมรถจักรยายนต์ ออนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียนสุรินทร์ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่เมื่อวานนี้ (4 ส.ค.69) ได้มีคนมาพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ทุ่งนาข้างสระน้ำขนาดใหญ่และพบร่างนางสาวจันทนา เป็นศพลอยอืดอยู่กลางสระ พื้นที่บ้านระไซร์ ต.เฉนียง อ.เมืองสุรินทร์ จากการตรวจสอบใต้เบาะรถพบโทรศัพท์ผู้ตายปิดเครื่องวางอยู่ แต่ไม่สามารถปลดล็อกหน้าจอได้เนื่องจากไม่มีใครรู้รหัส โดยทราบข้อมูลว่า ก่อนหายตัวผู้ตายได้ไปหาหยิบยืมเงินคนหมู่บ้านและเพื่อนที่ทำงานหลายคน เพื่อรวบร่วมโอนไปให้ชาวต่างชาติที่คุยกันทางออนไลน์มาได้ประมาณ 3 เดือน จำนวน 3 หมื่นบาท นำจ่ายปลดล็อกภาษีด่านศุลกากร เมื่อจ่ายเสร็จแล้วจะได้เงินก้อนกลับมา แต่ไม่มีใครให้ยืม เพื่อนที่ทำงานก็เตือนว่าอย่าไปหลงเชื่อ เพราะอาจเป็นแก๊งมิจฉาชีพ แต่ไม่ฟังและยังเชื่ออีกว่าไม่โดนหลอกแน่นอน และต่างตั้งข้อสังเกตสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก จนเกิดอาการเครียดคิดไม่ตก ก่อนคิดสั้นดังกล่าว
ล่าสุด วันนี้ (5 ส.ค. 69) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่วัดป่ากระยูง บ้านกระยูง ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนางสาวจันทนา หรือตาล พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ที่มาร่วมงาน ต่างตั้งวงสนทนาถึงเรื่องราวที่เกิดกับผู้ตาย พร้อมนำโทรศัพท์ของผู้ตายที่ปลดล็อกได้แล้วมาให้ดูข้อมูลการสนทนา การโอนเงินและการกู้เงินช่วงวันที่ 31ก.ค.69 ถึงวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมาให้ดู หนึ่งในนั้นมีข้อความที่น่าสนใจที่ผู้ตายแค๊บส่งให้คุณหมอที่ทำงานดู เพื่อจะขอยืมเงินจำนวน 30,500 บาท คือ “คุณต้องรีบดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จและชำระค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เงินเข้าบัญชีของคุณในวันนี้ ค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนที่คุณต้องจ่ายคือ 30,500 บาท” รวมทั้งโทรหาเบอร์ที่ขึ้นโชว์ว่า “สงสัยว่าจะเป็นการหลอกลวง และเมื่อโทรขึ้นว่า การฉ้อโกงที่น่าสงสัย”แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่นายศิวพล เหล่าสะพาน อายุ 49 ปี สามีผู้เสียชีวิต ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เนื่องจากเป็นคนพูดน้อยพูดไม่เป็นและยังตกใจรับไม่ได้กับการจากไปของภรรยา โดยให้เพื่อนบ้านให้ข้อมูลแทน ก่อนจะมีการฌาปนกิจศพในช่วงบ่ายของวันนี้
นางสาววรรณี อายุ 39 ปี เพื่อนบ้านข้างเคียง ให้ข้อมูลว่า ผู้ตายได้ขอยืมเงินคุณหมอที่ รพ.สต.จำนวน 3 หมื่น จะเอาเงินไปโอนให้ฝรั่งที่คุยกันมาได้ 3 เดือนแล้ว เพื่อที่ฝรั่งจะเอาไปเสียค่าธรรมเนียมอะไรสักอย่าง จากนั้นเขาจะโอนเงินมาให้ 2 ล้านบาท แต่คุณหมอไม่ได้ให้ เขาจึงเอาเงินตัวเองโอนไปให้จำนวน 5 พันบาท เข้าบัญชีกรุงเทพ ชื่อเจ้าของบัญชี น.ส.จรรยพร ศรีนวล ซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะต้องใช้ทั้งเดือนนี้ และหลังจากเผาศพตอนบ่ายนี้เสร็จจะพาสามีผู้ตายไปแจ้งความกับตำรวจและมอบหลักฐานทั้งหมดให้ จนท.ตำรวจช่วยติดตามมิจฉาชีพแก๊งนี้ต่อไป ขอฝาก จนท.ตำรวจช่วยติดตามตัวให้ได้ จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอีก และขอฝากถึงทุกหลายคนหากมีใครติดต่อมาแบบนี้อย่าไปหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ อย่าโลภอย่าเอาเงินน้อยไปแลกเงินเยอะมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน
ขณะที่คุณหมอ รพ.สต.ที่ผู้ตายได้ไปขอยืมเงิน ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ผู้ตายได้โทรไลน์ไปขอยืมเงินจำนวน 30,500 บาท บอกว่าจะเอาไปแลกเงินปอนด์ มีคนบอกว่าให้โอนเงิน 30,500 บาทไปให้เขา แล้วเขาจะโอนเงินมาให้จำนวน 2 ล้านบาท เมื่อได้เงินมาแล้วจะใช้คืนให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ยืมเรื่อยๆจนตอนนี้ 4,900 บาทแล้ว เลยไม่ได้ให้และเตือนไปว่าคิดดีแล้วหรือที่จะโอนเงินให้เขา เคยดูข่าวไหมลักษณะนี้มันเป็นมิจฉาชีพ และถามว่าได้โอนเงินให้เขาหรือยัง เขาก็บอกว่ายังไม่ได้โอน ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วไม่ต้องไปโอนให้นะ ถ้าอยากรู้ว่าเงินเข้าบัญชีใครให้ลองโอนหนึ่งบาทดู แล้วบอกว่าเรามีเงินอยู่แค่นี้ ก็พูดเตือนบอกเขาไปเยอะอยู่ แล้วเขาก็ตัดสายไปเลยไม่ฟังคำเตือน พยายามโทรไปอีกหลายรอบก็ไม่ยอมรับสาย พอตอนเช้าวันอาทิตย์ ที่ 2 ส.ค. (วันที่หายออกจากบ้าน)เวลาประมาณ 6 โมงเช้า เขาได้ไลน์มาบอกตนว่า แม่หนูโดนแล้ว 5 พันบาท เราก็เลยหมดคำจะพูดต่อ จึงคุยกับน้องที่ทำงานว่า เชื่อไหมเขาคงไม่โอนแค่ 5 พันบาทหรอก เขาจะต้องวิ่งหายืมเงินคนอีกแน่นอน เพื่อจะเอาเงิน 2 ล้านบาท นั้นมาให้ได้








