กรณีเหตุสลดขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ล่มทับ บริเวณช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ น.ส.สุพิณนา สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์
ต่อมาเกิดกระแสสังคมตั้งคำถาม หลังเงินเยียวยาการเสียชีวิตของ น.ส.สุพิณนา ประมาณ 1,700,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีของ นายสำเริง อายุ 64 ปี บิดาของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่ ด.ช.ธนกร หรือ “น้องกร” อายุ 10 ปี ลูกชายเพียงคนเดียวของผู้ตาย ได้รับเงินเพียง 200,000 บาท ภายหลังผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์โทรศัพท์ทวงถาม
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านตาสะดำใหญ่ ต.บ้านปรือ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องเงินเยียวยาและค่าใช้จ่ายงานศพ โดยนายสำเริงได้นำบัญชีรายการค่าใช้จ่ายมาแสดง ระบุว่าได้รับเงินมา 1,339,000 บาท (บางส่วนมีการใช้จ่ายไปก่อนหน้าแล้ว) และนำไปใช้ดังนี้ ไถ่ที่นา 300,000 บาท ใช้หนี้สหกรณ์ 60,752 บาท ใช้หนี้ฝั่งพ่อของผู้ตาย 80,000 บาท ใช้หนี้ค่ารถยนต์ของพ่อ 403,000 บาท ชำระหนี้บุคคลชื่อ “สุพัฒนา” 200,000 บาท ชำระหนี้พี่ชาย 166,500 บาท ค่าจัดงานศพ ประมาณ 700,000 บาท รวมยอดหนี้และค่าใช้จ่ายที่แจ้งไว้ 1,910,252 บาท และอ้างว่ายังมีหนี้คงค้างอีกประมาณ 683,000 บาท
ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า เมื่อพิจารณารายการดังกล่าวแล้ว พบหลายรายการไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับน้องกร อีกทั้งค่าจัดงานศพที่ระบุไว้ 700,000 บาท มองว่าสูงเกินจริง เนื่องจากมีชาวบ้านและหน่วยงานราชการหลายแห่งช่วยเหลือเป็นเงินสด รวมถึงเงินฌาปนกิจศพของหมู่บ้านอีกประมาณ 90,000 บาท
ด้านนายบุญเรือง ขิงประโคน อายุ 51 ปี ลุงของน้องกร ซึ่งเป็นผู้ดูแลเด็กมาตั้งแต่เล็ก กล่าวว่า อยากให้เงินเยียวยาส่วนหนึ่งถูกจัดสรรไว้เป็นทุนการศึกษาให้หลานในอนาคต โดยหากเงินเข้าบัญชีเด็ก จะสามารถเบิกใช้ได้เมื่ออายุครบ 18 ปี และไม่ต้องการให้เรื่องเงินเป็นชนวนความขัดแย้งในครอบครัว
ล่าสุด นางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำทั้งฝ่ายตาของเด็กและผู้ดูแลเด็ก เข้าพบอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้เกิดความเป็นธรรมกับเด็กและยังคงรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว เบื้องต้นทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้ในระดับหนึ่ง ส่วนผลการตกลงเรื่องการแบ่งสรรเงินเยียวยาจะต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการต่อไป







