“รมช.ปิยะรัฐชย์” เปิดประชุมใหญ่สามัญ ชสอ. ปี 2569 ลุยผลักดันสหกรณ์ออมทรัพย์สู่ยุคดิจิทัล เน้นธรรมาภิบาล โปร่งใส และเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ ชสอ.โชว์ผลดำเนินงานแข็งแกร่ง กำไรสุทธิ 2,587 ล้านบาท
วันที่ 6 มิ.ย.69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2569 ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) พร้อมมอบโล่เกียรติคุณ “รางวัลดีเด่น” ประจำปี 2568 แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น นักสหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น สหกรณ์ออมทรัพย์ที่สามารถรักษาระดับคุณภาพมาตรฐาน ชสอ. ได้ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน และสหกรณ์สมาชิกที่สนับสนุนการใช้บริการของ ชสอ. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
รมช.ปิยะรัฐชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนสหกรณ์ว่า ต้องการเห็นความเข้มแข็งและการเติบโตของตัวเลขผลประกอบการที่เป็นสีเขียว พร้อมเน้นย้ำนโยบายการทำงานเชิงรุกด้วยการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหารสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อนำมาปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน โดยมุ่งหวังให้สหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพี (GDP) ของประเทศ ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วยการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคสหกรณ์
นอกจากนี้ ต้องการสร้างมิติใหม่ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล โดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาล เพื่อลบภาพลักษณ์ด้านการทุจริตที่เคยปรากฏในข่าว ทั้งนี้จะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดึงศักยภาพในการตรวจสอบและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนที่ปลอดภัยให้กับสมาชิก นอกจากนี้ ยังมีแผนยกระดับสหกรณ์สู่ยุคดิจิทัลด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น แต่ต้องควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยที่สมาชิกสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ด้วยตนเอง
“สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์นั้น แต่ละสหกรณ์มีบริบทของปัญหาที่แตกต่างกัน จึงต้องใช้วิธีการเข้าหาและรับฟังความต้องการความช่วยเหลือจากแต่ละแห่ง แทนการใช้วิธีบังคับจากส่วนกลาง”รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ด้าน ดร.มะณู บุญศรีมณีชัย ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของ ชสอ. ณ สิ้นปีบัญชี 2568 มีสหกรณ์สมาชิกทั้งสิ้น 1,110 แห่ง ครอบคลุมสมาชิกกว่า 3.29 ล้านคน โดยสร้างผลงานโดดเด่นด้วยสินทรัพย์รวม 136,755 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 2,587 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 6.15 และเงินเฉลี่ยคืนร้อยละ 6.00 ขณะที่ปัญหาหนี้สินอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 3 หรือเฉลี่ย 100 คนต่อแห่ง ซึ่งปัจจุบันได้ขับเคลื่อน "โมเดลการดูแลกลุ่มเปราะบาง" เพื่อเร่งฟื้นฟูและช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด โดยสะท้อนความมั่นคงขั้นสูงด้วยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับร้อยละ 33.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือจากความมั่นคงทางการเงิน ชสอ. ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมผ่านโครงการเงินกู้พิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย การลดภาระต้นทุนทางการเงิน การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สหกรณ์เป็นแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลและระบบบริหารความเสี่ยงจนคว้าการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015
”ทั้งนี้ ความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากพลังความร่วมมือของคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และสหกรณ์สมาชิกทั่วประเทศ และในระยะต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมนำผลการหารือมาวิเคราะห์เพื่อเร่งปรับปรุงระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ให้กระชับและรวดเร็ว เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด”ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าว








