สัปดาห์พระเครื่อง /โดย อ.ราม วัชรประดิษฐ์
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม 1 ใน 4 พิมพ์ ของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม นับเป็นพิมพ์ที่เรียกว่าเป็นพระพิมพ์ปราบเซียนพิมพ์หนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นพิมพ์ที่ดูยากมากที่สุดในบรรดาพระสมเด็จด้วยกัน ต้องอาศัยการพิจารณาทั้งลักษณะเฉพาะและจุดตำหนิแม่พิมพ์ต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนในการตัดสินใจว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊ นอกจากนี้ จะต้องพิจารณากันอีกว่าเป็นพระวัดระฆังโฆสิตารามหรือพระวัดบางขุนพรหม เนื่องจากมีพิมพ์ย่อยของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ถึง 2 พิมพ์ที่ไปเหมือนกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดยเฉพาะถ้าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่ไม่มีคราบกรุ จะเหมือนกันมากจนแทบจะแยกแยะไม่ออกเลย ถ้าไม่มีความชำนาญระดับ “เซียน”
ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม นอกเหนือจากเรื่องเนื้อหามวลสาร ลักษณะการตัดขอบ พื้นผิวขององค์พระ ร่องรอยปูไต่ เม็ดพระธาตุ และรอยรูพรุนเข็ม ตามแบบฉบับของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามทุกแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างไปกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ อีก 3 พิมพ์อย่างชัดเจน คือ
- เนื้อมวลสารจะมีส่วนผสมต่างๆ มากกว่า
- ศิลปะแม่พิมพ์ค่อนข้างตื้นและสะโอดสะองไม่ล่ำสันเหมือนพิมพ์อื่นๆ
- พระเกศเรียวแหลมและติดชัดมากกว่า
การสังเกตจุดชี้ตำหนิโดยรวมของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม จะต้องใช้ความตั้งใจค่อยๆ ศึกษาพิจารณาจากภาพหรือองค์พระจริงก็คือ จากหัวไหล่ถึงวงแขนขององค์พระทอดวงโค้งอย่างงดงาม องค์พระประธานซึ่งนั่งขัดสมาธิเพชรนั้น ช่วงตรงกลางของสมาธิเพชรจะยุบเข้าเล็กน้อย แต่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจะไม่มีรอยยุบ เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาและมีลักษณะเหมือนหวายผ่าซีกเช่นเดียวกับพิมพ์ใหญ่ ซึ่งพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจะค่อนข้างเล็กกว่า พระกรรณด้านขวาขององค์พระห่างจากพระเศียรและส่วนบนโค้งออกด้านนอก ส่วนพระกรรณข้างซ้ายจะชิดกับพระเศียร แขนด้านขวาขององค์พระจะโค้งหักศอก แขนด้านซ้ายจะโค้งมากกว่า ด้านขวา เส้นสังฆาฏิจะวิ่งเป็นเส้นเล็กยาวจรดฝ่ามือและตื้นมาก บางองค์ที่พระติดไม่เต็มจะมองไม่เห็น และบั้นเอวจะผายออก ไม่เหมือนพระวัดบางขุนพรหมซึ่งคอดเข้าเป็นรูปตัววี (V) เส้นแซมใต้ฐานติดไม่ชัดเจนเท่ากับพระวัดบางขุนพรหม เส้นฐานเส้นล่างสุดจะใหญ่ ขอบของหัวฐานเฉียงสู่ฐานล่าง เส้นฐานกลางจะเล็กที่สุด ขอบทั้งสองข้างมีปลายแหลมออกและเฉียงขึ้นบนตัดลงข้างล่างคล้ายขาโต๊ะที่เรียกว่า "ฐานหัวสิงห์" เส้นฐานบนสุดจะใหญ่กว่าเส้นกลางแต่เล็กกว่าเส้นล่าง ปลายทั้งสองด้านเป็นขอบตัดเฉียงขึ้นข้างบนค่อนข้างมนโค้งเข้าด้านในเล็กน้อย ดูเป็นธรรมชาติไม่แข็งทื่อ สัณฐานขององค์พระในองค์ที่ติดเต็มแม่พิมพ์ ด้านบนจะกว้าง ด้านล่างจะสอบเข้า
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ยังสามารถแยกย่อยไปได้อีก คือ พิมพ์ด้านหน้าแบ่งได้เป็น 4 พิมพ์ มี พิมพ์ที่ 1, พิมพ์ที่ 2, พิมพ์ที่ 3 และพิมพ์ที่ 4 ซึ่งจะมีจุดชี้ตำหนิแม่พิมพ์ด้านหน้าที่แตกต่างกันไปแต่ละพิมพ์ดังนี้
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 1
- พื้นนอกซุ้มครอบแก้วจะสูงกว่าพื้นในซุ้มครอบแก้วเล็กน้อย
- โคนพระเกศเป็นลำโตกว่าพิมพ์อื่นๆ
- มือที่ประสานกันจะเป็นรูปสามเหลี่ยมและชิดกับหน้าตัก
- ปรากฏเส้นสังฆาฎิเป็นแผ่นนูน
- หัวฐานชั้นที่หนึ่งด้านขวามือขององค์พระจะห่างจากซุ้มครอบแก้ว
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 2
- พระกรรณขวาขององค์พระจะไม่ชิดกับแก้ม ลักษณะปลายพระกรรณจะผายออก
คล้ายบายศรี ส่วนพระกรรณข้างซ้ายขององค์พระจะชิดกับแก้ม
-ส่วนเอวและลำพระองค์ขององค์พระจะมีลักษณะผายออก
-หัวฐานชั้นที่หนึ่ง ทั้ง 2 ด้านจะห่างจากซุ้มครอบแก้ว
-ตรงมุมล่างด้านซ้ายขององค์พระ เส้นขอบแม่พิมพ์จะติดชิดกับเส้นซุ้มครอบแก้ว
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3 จะมีลักษณะคล้ายพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม
-พระกรรณด้านขวาองค์พระจะเป็นเส้นตรงทั้ง 2 ข้าง
-ลำพระองค์เป็นทรงกระบอก
-หัวฐานชั้นที่หนึ่ง ด้านซ้ายขององค์พระจะติดกับซุ้มครอบแก้ว
พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 4 จะมีลักษณะคล้ายพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่
-พระกรรณข้างขวาขององค์พระจะอยู่ห่างจากแก้มและเป็นเส้นตรง
-พระเกศเรียวเล็กและยาวกว่าพิมพ์ที่ 1
-เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาและใหญ่
-แขนหักศอกจะตั้งฉากทั้งสองข้าง
ส่วนพิมพ์ด้านหลังมีเพียง 3 พิมพ์เท่านั้น คือพิมพ์หลังสังขยา พิมพ์หลังแผ่นเรียบ และพิมพ์หลังกระดาน เหมือนพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ แต่ไม่มี “หลังกาบหมาก” ดังนั้นการพิจารณาจึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งพิมพ์ด้านหน้าและด้านหลังให้ดีๆ บางครั้งพิมพ์ด้านหน้าเรียกว่าใกล้เคียงมาก แต่ถ้าพิมพ์ด้านหลังไม่ใช่ละก็ ต้องถือว่าเป็นพระเก๊แน่นอนครับผม








