อาจารย์ ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายประเด็น "ปลาหมอคางดำในปลากระป๋อง" ชี้ทั้งการตรวจลักษณะภายนอกและ DNA ต่างมีข้อจำกัด ควรใช้ตัวอย่างเดียวกัน ตรวจซ้ำหลายวิธี พร้อมย้ำหัวใจสำคัญคือการพิสูจน์วัตถุดิบตรงตามฉลากหรือไม่ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
วันที่ 17 ก.ค.69 ดร.ปกรณ์ ทองบุญเกื้อ อาจารณ์ประจำสาขามีนวิทยา ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Todd Tong" เกี่ยวกับประเด็น “ปลาหมอคางดำในปลากระป๋อง ระบุว่า...
มีคนสอบถามความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับประเด็น “ปลาหมอคางดำในปลากระป๋อง” ผมเลยถือโอกาศนี้ขอแชร์ เนื้อหาที่ผมได้สอนไปในรายวิชาอนุกรมวิธานปลา (Fish Taxonomy) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้
โดยส่วนตัว ผมมองว่าตัวเองเป็น integrative taxonomist คือใช้ทั้งข้อมูลทางสัณฐานวิทยา (morphology) และข้อมูลระดับโมเลกุล (molecular) หรือ DNA ร่วมกันในการจำแนกชนิดและจัดหมวดหมู่ปลา เพราะผมเชื่อว่าแต่ละวิธีต่างก็มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัด การนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบกันจะทำให้ได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือที่สุด
ผมย้ำกับนิสิตอยู่เสมอว่า อนุกรมวิธานจากลักษณะสัณฐาน เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญมาก และยังเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก แต่การจำแนกชนิดจากลักษณะภายนอกหรือโครงสร้างเฉพาะนั้นต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาก ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย และไม่ใช่วิธีที่ล้าสมัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ในขณะเดียวกัน การตรวจด้วยข้อมูลระดับโมเลกุล เช่น DNA barcoding ก็เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้นมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่สมบูรณ์ หรือผ่านการแปรรูปจนทำให้การวินิจฉัยจากสัณฐานทำได้ยาก
สิ่งสำคัญที่ผมย้ำกับนิสิตคือ “เมื่อผลจาก morphology และ molecular ไม่สอดคล้องกัน สิ่งแรกที่นักอนุกรมวิธานไม่ควรทำ คือรีบสรุปว่าอีกฝ่ายผิด“ แต่ควรตั้งคำถามก่อน เช่น
- ใช้ตัวอย่างเดียวกันหรือไม่?
- ตัวอย่างมีที่มาจากแหล่ง หรือล็อตการผลิตเดียวกันหรือไม่?
- ตัวอย่างยังคงลักษณะสำคัญทางสัณฐานเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยหรือไม่?
- DNA มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ และมีการควบคุมการปนเปื้อนอย่างเหมาะสมหรือไม่?
- มีการตรวจซ้ำ (replicate) หรือส่งให้ห้องปฏิบัติการอิสระตรวจยืนยันหรือไม่?
ในโลกแห่งความเป็นจริง ความไม่สอดคล้องระหว่าง morphology และ molecular ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะทั้งสองวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดของตนเอง
สำหรับกรณีนี้ ผมเห็นว่าการตรวจด้วยลักษณะทางสัณฐานนั้นมีหลักการทางวิชาการรองรับ และเป็นวิธีที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในงานอนุกรมวิธาน หากชิ้นตัวอย่างยังคงลักษณะสำคัญไว้เพียงพอ ก็สามารถให้ข้อมูลที่มีคุณค่าได้ ตัวอย่างเช่น จำนวนเกล็ดบริเวณโคนหาง คือลักษณะหนึ่งที่ใช้แยกปลาหมอคางดำออกจากปลานิลได้
ในขณะเดียวกัน การจำแนกชนิดสิ่งมีชีวิตด้วยข้อมูลระดับโมเลกุลจากการวิเคราะห์ DNA ก็เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นกัน แม้ว่า DNA จะเสื่อมสภาพจากความร้อนในกระบวนการแปรรูปอาหาร แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิค mini-DNA barcoding ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจสอบการปลอมปนหรือการติดฉลากชนิดสัตว์น้ำไม่ถูกต้อง (seafood mislabeling) เนื่องจากสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างที่ผ่านการต้ม นึ่ง อบ หรือบรรจุกระป๋องได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการใช้ DNA barcode แบบมาตรฐาน
ตัวอย่างเครื่องหมายพันธุกรรม (genetic marker) ที่นิยมใช้ ได้แก่ UniCOI ซึ่งใช้ส่วนยีน COI ที่มีความยาวเพียงประมาณ 130–300 คู่เบส (bp) แตกต่างจาก DNA barcode มาตรฐานที่ใช้ชิ้นส่วนยีน COI ยาวประมาณ 650 bp การใช้ชิ้นส่วน DNA ที่สั้นกว่าช่วยเพิ่มโอกาสในการขยาย DNA ที่เสื่อมสภาพจากการแปรรูปอาหาร ส่งผลให้สามารถระบุชนิดของสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น
หากผลการตรวจจากทั้งสองวิธีไม่สอดคล้องกัน แนวทางที่ควรทำในเชิงวิทยาศาสตร์คือ นำตัวอย่างจาก กระป๋องเดียวกัน ภายใต้ระบบการควบคุมตัวอย่าง (chain of custody) ที่ชัดเจน มาให้ทั้งสองห้องปฏิบัติการตรวจด้วยวิธีของตนเอง และหากยังได้ผลต่างกัน ก็ควรให้ห้องปฏิบัติการอิสระเข้ามาตรวจยืนยันเพิ่มเติม
วิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เดินหน้าด้วยการเลือกเชื่อวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เดินหน้าด้วยการตรวจสอบซ้ำ การเปรียบเทียบหลักฐาน และการเปิดรับข้อมูลใหม่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แข็งแรงที่สุดจากหลักฐานทั้งหมด
สุดท้าย หากถามผมว่า “กรณีนี้ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ” คำตอบของผมคือ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การแข่งขันกันว่าห้องปฏิบัติการ หรือวิธีการศึกษาใดถูกหรือผิด แต่คือการตรวจสอบว่าผู้ผลิตปลากระป๋องใช้วัตถุดิบตรงกับที่ระบุบนฉลากหรือไม่ หากผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น ปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแมคเคอเรล แต่กลับใช้ปลานิลหรือปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบจริง นั่นคือประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะนี่ถือเป็นได้ว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคอย่างหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : เฟซบุ๊ก Todd Tong








