ARDA เดินหน้าวิจัย “ข้าวทนเค็ม” ผสาน AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน รับมือ Climate Change ช่วยเกษตรกรวางแผนเพาะปลูก ลดความเสียหายจากน้ำทะเลรุกล้ำ ขยายผลกว่า 148,000 ไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 250 เป็นกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างความมั่นคงทางอาหารไทย
วันที่ 9 ก.ค.69 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำคณะผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่พัทลุง ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรมข้าวทนเค็ม และระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า ภายใต้กิจกรรม "ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง"
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ทุกครั้งที่น้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเพียงค่าความเค็มของน้ำสูงเกิน 1.5 กรัมต่อลิตร (1.5 ppt) ต้นข้าวอาจไม่ออกรวง เมล็ดลีบ หรือยืนต้นตาย ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในปี 2563 พื้นที่นาข้าวในจังหวัดสงขลาและพัทลุงได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่บางแปลงให้ผลผลิตเหลือเพียง 200 - 300 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลผลิตปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าวเพื่อพัฒนา "พันธุ์ข้าวทนเค็ม" ควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวทนเค็มผ่านการรับรองกรมการข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กข 43 กข55 กข 77 และกข 109 ซึ่งสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำ ช่วยลดการสูญเสียผลผลิต รักษาคุณภาพข้าว และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
นอกจากนี้ โครงการยังบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบพยากรณ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันโครงการสามารถขยายผลสู่พื้นที่กว่า 148,000 โดยพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่
ขณะเดียวกัน คณะนักวิจัยยังอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับตัวในพื้นที่มีค่าความเค็ม 2-5 ppt ได้แก่ สายพันธุ์ PSL05101-14-2-4-4-1, PSL13417-2-7-2-1-1-1 และพันธุ์ไร่มะขาม (พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี) เพื่อผลักดันสู่การรับรองพันธุ์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาวนวัตกรรม AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน เครื่องมือใหม่รับมือ Climate Change
แม้จะมีพันธุ์ข้าวทนเค็ม แต่หากหน่วยงานและเกษตรกรไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าน้ำเค็มจะรุกเข้าพื้นที่เมื่อใด การบริหารจัดการน้ำก็ยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พัฒนาระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรมีเวลาวางแผนเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด
และกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำก่อนเกิดวิกฤติ จุดเด่นของงานวิจัย คือการเชื่อมโยงข้อมูลความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศ เข้ากับระบบ AI ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมจากทุ่น GPS Drifter จำนวน 10 ตัว และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำกว่า 16 สถานี ก่อนส่งผ่านเว็บไซต์ www.skawater.com, Facebook และ LINE เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันระบบถูกนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแล้วกว่า 40 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานชลประทานที่ 16 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกร 200 ครัวเรือน โดยตั้งเป้าช่วยลดความเสียหายจากน้ำเค็มรุกล้ำ 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี นับเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Climate Tech และ Smart Water Management ที่เปลี่ยนข้อมูลวิจัยให้เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
“ผลงานวิจัยทั้งหมดสะท้อนบทบาทของ ARDA ในการลงทุนวิจัยเพื่อแก้โจทย์ประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจสุขภาพ การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ลดความเสี่ยงของเกษตรกร สร้างรายได้ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ผอ. ARDA กล่าว








