ARDA จับมือ มมส. ยกระดับเกษตรปั้นเกษตรอัจฉริยะลุ่มน้ำชี ใช้ AI–Big Data ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม 365+ เพิ่มรายได้เกษตรกร รับมือภัยพิบัติภาคอีสาน
วันที่ 29 มิ.ย.69 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล โดย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เรื่อง “การบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตรและการจัดการทรัพยากรในจังหวัดมหาสารคาม” เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data พัฒนาแพลตฟอร์ม 365+ สำหรับบริหารจัดการข้อมูลด้านดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศอย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย
ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมเปิดโครงการ “การบูรณาการเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 และพืชเศรษฐกิจเสริม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเสียว” และเปิดศูนย์การเรียนรู้และนวัตกรรมข้อมูลภูมิอากาศเกษตรและการบริหารจัดการน้ำ ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ARDA ในฐานะหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านดิน น้ำ สภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรการเกษตรที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับการวางแผนการผลิตอย่างแม่นยำ
โครงการดังกล่าวเป็น พื้นที่นำร่อง (Sandbox) ด้านเกษตรอัจฉริยะ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลดิน และข้อมูลการเกษตร มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำชี ตั้งแต่จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด จนถึงอุบลราชธานี ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสียหายทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรในระดับลุ่มน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในจุดเด่นของแพลตฟอร์ม คือ ระบบวิเคราะห์ธาตุอาหารหลักในดิน (N-P-K) ระดับรายหมู่บ้าน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้อย่างเหมาะสม ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่การบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรในอนาคต ปัจจุบันโครงการในจังหวัดมหาสารคามมีความพร้อมของระบบกว่า 99% และกำลังเข้าสู่ระยะนำไปใช้งานจริง ก่อนขยายผลสู่จังหวัดอื่นในพื้นที่ลุ่มน้ำชีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป
“ARDA พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมให้เข้าถึงเกษตรกรไทยอย่างทั่วถึง และเปลี่ยนผลงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว
รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลดิจิทัลเพื่อการเกษตร โดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อสนับสนุน “เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)” ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำ การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการคาดการณ์สภาพอากาศและการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านนายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการวางแผนการผลิตของเกษตรกรให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและแนวโน้มตลาดล่วงหน้า ลดความสูญเสียจากอุทกภัยและความผันผวนของผลผลิต พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรของจังหวัดในอนาคต
ขณะที่ รศ.ดร.ปิยภัทร บุษบาบดินทร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารจัดการข้อมูลเพื่อพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า แพลตฟอร์ม 365+ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อพัฒนา Agri Intelligence หรือระบบข้อมูลอัจฉริยะสำหรับภาคการเกษตร ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด
แพลตฟอร์มรองรับการใช้งานทั้งระบบ Android และ iOS สามารถติดตามข้อมูลแปลงเกษตรได้จากทุกพื้นที่ พร้อมแสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 10 วัน การแจ้งเตือนภัยแล้งล่วงหน้า 7 วัน ข้อมูลโรคพืช โรคสัตว์ และคำแนะนำด้านการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าใช้งานแล้วเกือบ 6,000 ราย ซึ่งสะท้อนว่าระบบสามารถสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจด้านการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการใช้งานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ วางแผนบริหารจัดการทรัพยากร และเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับชุมชนสู่แพลตฟอร์มระดับประเทศ อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรไทยด้วยข้อมูลและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน








