แผนงานน้ำมั่นคงฯ ววน. จับมือหน่วยงานหลักบูรณาการแผนน้ำเชิงพื้นที่และนวัตกรรมรับมือซูเปอร์เอลนีโญ พร้อมเปิดตัวผลงานเด่นทั้งแผนแม่บทและระบบสนับสนุนการตัดสินใจการจัดการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลแก้วิกฤตน้ำแล้ง คาดเพิ่มน้ำใต้ดินได้ปีละ 8 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการน้ำในพี้นที่ และระบบตรวจวัดและติดตามข้อมูลค่าความเค็มของน้ำ น้ำฝน และความชื้นแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีค่าผิดปกติ
วันที่ 26 มิ.ย.69 รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. นํ้ามั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ภูมิอากาศและแหล่งน้ำของประเทศไทยในขณะนี้ ว่าปรากฏการณ์เอนโซมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมยาวไปจนถึงเดือนมกราคม 2570 คาดการณ์ว่าสภาวะเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้นและอาจยกระดับความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณฝนมีความแตกต่างและแปรปรวนตามแต่ละภูมิภาคและช่วงเดือน ทั้งนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักส่วนใหญ่ยังคงพอมีอยู่ยกเว้นเขื่อนมูลบนและปราณบุรี แต่หากปีนี้มีปริมาณฝนลดลงตามภาวะแล้งจะส่งผลให้แนวโน้มน้ำท่าและน้ำในเขื่อนสำหรับหน้าแล้งในปีถัดไปลดลง
สำหรับแนวทางการรับมือและปรับตัว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงและเสนอแนะให้เกษตรกรหาแนวทางกักเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูฝน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้งปีถัดไป ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแบบรายหมู่บ้านไว้ล่วงหน้า “การจัดการน้ำระดับท้องถิ่น เราได้จัดทำแผนบูรณาการน้ำในระดับพื้นที่ โดยวิเคราะห์ปัญหา จัดทำข้อมูลครัวเรือน และระบุพื้นที่เสี่ยงเพื่อกำหนดเป้าหมายแก้ไขปัญหาน้ำดิบอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเตรียมระบบเตือนภัยและการสื่อสารข้อมูลให้ปฏิบัติงานได้ทันท่วงที ปรับปรุงการถ่ายทอดข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำลงสู่พื้นที่ และรับข้อมูลสะท้อนกลับจากชุมชนเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผน รวมถึงการซ้อมแผนเผชิญเหตุแบบเต็มรูปแบบรับมือภัยพิบัติในพื้นที่เมือง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทดสอบการประสานงานและการรับมือตามสถานการณ์จำลองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้รวบรวมนวัตกรรมจากแผนงานน้ำมั่นคงฯ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการรับมือและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง”
ตัวอย่างงานวิจัยการตรวจวัดคุณภาพน้ำในระดับพี้นที่ ซึ่งมีนายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ เป็นหัวหน้าโครงการการจัดการน้ำระดับตำบล ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เผยถึง “ระบบตรวจวัดและติดตามข้อมูลค่าความเค็มของน้ำ น้ำฝน และความชื้น” ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ว่าทีมวิจัยใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และ IoTด้านสิ่งแวดล้อมติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบค่าความเค็ม น้ำฝน จากพื้นที่ได้ตลอดเวลา แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีค่าผิดปกติ ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจปิดเปิดประตูน้ำเข้าแปลงเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาน้ำเค็มได้อย่างรวดเร็ว มีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับวางแผนบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดต้นทุนและเวลาในการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง ด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัย ป้องกันการสูญหาย ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งเกษตรกร หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รัฐและเอกชน เข้าถึงข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ด้านงานพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการน้ำในพี้นที่ มี ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าโครงการ ได้พัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบแดชบอร์ดแสดงสถานการณ์น้ำจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในส่วนกลาง สมดุลน้ำตามข้อมูลสำรวจจากตำบล การเตือนภัย การพัฒนาโครงการเพื่อขอการสนับสนุน แบบสรุปแยกสำหรับ ตำบล อำเภอและจังหวัด เริ่มจาก 10 จังหวัด 1 ลุ่มน้ำ ในแผนงานน้ำมั่นคงฯ เพื่อให้ผู้บริหารระดับต่าง ๆ ดูสถานการณ์น้ำและการเตือนภัยได้ใน 1 หน้า ซึ่งสะดวกยิ่งขึ้น และใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาโครงการขอการสนับสนุนจากแหล่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องมากขึ้น
ขณะที่ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึงงานวิจัย “แผนแม่บทและระบบสนับสนุนการตัดสินใจการจัดการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล” เพื่อแก้ปัญหาระดับน้ำบาดาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดการเติมน้ำใต้ดิน ว่าได้ใช้กลไกการนำน้ำท่าหรือน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝนมากักเก็บไว้ในชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อนำมาใช้ในฤดูแล้ง โดยจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 12 ปี (2569-2580) มีเป้าหมายเชิงรุกในการก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดิน 150 แห่ง ด้วยงบประมาณกว่า 500ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินได้มากถึง 8 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ผลงานนี้สามารถใช้เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจให้กับหน่วยงานภาครัฐในการเลือกจุดก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดินที่คุ้มค่า ปลอดภัย และมีศักยภาพสูงที่สุด ช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำทั้งระบบ และช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานน้ำตาลที่ต้องการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้นักวิจัยยังต่อยอดทำ CSR ระบบน้ำใต้ดินร่วมกับภาคเอกชน ขณะที่เกษตรกรในลุ่มน้ำมูลที่พึ่งพาน้ำบาดาลจะมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภาวะฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ในลุ่มน้ำมูล








