เจียไต๋ 105 ปี สู่ผู้นำด้านโซลูชันการเกษตร กับภารกิจยกระดับ “อาชีพเกษตรกร” สู่การเป็น “เกษตรกรมืออาชีพ”
ในวันที่ภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน ความไม่แน่นอนของตลาด ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้ต่างสะท้อนให้เห็นชัดว่าการทำเกษตรในวันนี้ ไม่อาจพึ่งพาเพียงดินฟ้าอากาศ ประสบการณ์ หรือความคุ้นเคยแบบเดิมอีกต่อไป
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย มองเห็นจุดเปลี่ยนนี้อย่างชัดเจน จึงได้เลือกปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ คุณสุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร Chief Marketing Officer ผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงบทใหม่ของเจียไต๋ เปิดวิสัยทัศน์ว่า เหตุใดในก้าวสู่ปีที่ 105 เจียไต๋จึงเดินหน้าต่อยอดสู่การเป็น “โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider)” หรือ ผู้นำด้านโซลูชันเกษตรอัจฉริยะ พร้อมชี้ให้เห็นว่าเส้นทางใหม่ของเกษตรกรไทยกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไร
ภาคการเกษตรไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนแบบใด
"การเกษตรไม่ใช่เพียงเรื่องของการผลิตอาหาร แต่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง รากฐานของผู้คน รากฐานของเศรษฐกิจชุมชน และที่สำคัญคือแสดงถึงความยั่งยืนและความมั่นคงของประเทศ" คุณสุภาภรณ์เริ่มต้นด้วยมุมมองที่กว้างกว่าการมองเพียงการเพาะปลูกพืชผล พร้อมมองว่าในหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์โลกผันผวนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งวิกฤตพลังงาน Supply Chain ที่ขาดช่วง แรงกระเพื่อมจากความไม่สงบในเวทีโลกที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบและการผลิต รวมถึงสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกฤดู สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความท้าทายชั่วคราว แต่คือความเป็นจริงใหม่ที่เกษตรกรไทย ภาครัฐ และภาคเอกชน ต้องเรียนรู้ที่จะรับมือไปด้วยกัน
"เจียไต๋ผ่านวิกฤตมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโควิด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้น เราไม่เคยหยุดพัฒนา ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ เรามองว่าจะทำอย่างไรให้ภาคเกษตรไทยดีขึ้นทั้งระบบ เจียไต๋เลยหันมาเน้นเรื่องการส่งมอบโซลูชันและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้คนในวงการเกษตรได้ครบทุกมิติ เพราะถ้าเกษตรกรไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคง ภาพรวมของประเทศเราก็จะยั่งยืนตามไปด้วย”
ทำไมเจียไต๋ต้องก้าวจาก "ผู้จำหน่ายสินค้า" สู่บทบาท "โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider)"
จุดเปลี่ยนนี้เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นขององค์กรที่ต้องการสร้างคุณค่าและผลักดันขีดความสามารถของเกษตรกรไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับบทบาทครั้งสำคัญ ว่า "เจียไต๋ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ส่งมอบปัจจัยการผลิต (Input Provider) แต่ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันทางการเกษตร หรือ โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider) ที่ผสานทั้งองค์ความรู้ สินค้า เทคโนโลยี การวางแผน และบริการ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตลอด Value Chain ของการเพาะปลูก เพื่อยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน"
คุณสุภาภรณ์อธิบายเสริมว่า ความแตกต่างของโซลูชันเจียไต๋อยู่ที่การ "หลอมรวม" สามสิ่งเข้าด้วยกัน อย่างแรกคือองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่เจียไต๋สั่งสมมาตลอด 105 ปี ครอบคลุมทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ตลอดจนความเข้าใจเรื่องสภาพดิน ภูมิอากาศ รวมถึงการเข้าถึงพฤติกรรมของเกษตรกรไทยในทุกภูมิภาค ถัดมาคือเทคโนโลยี เครื่องจักรกล และนวัตกรรมการเกษตรที่ทันสมัย ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม และสุดท้ายคือองค์ความรู้จากเกษตรกรในพื้นที่จริง ที่ผสมผสานออกแบบเป็นโซลูชันที่เหมาะกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่
"เราไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใส่มือเกษตรกร แต่เราเรียนรู้จากเกษตรกรก่อน แล้วจึงนำเทคโนโลยีมาช่วยคลี่คลายอุปสรรคที่เขาเผชิญอยู่จริง นั่นคือความแตกต่างที่สำคัญ" และเพื่อให้โซลูชันเหล่านั้นเข้าถึงเกษตรกรได้จริง เจียไต๋ได้ออกแบบแผนจัดการการเพาะปลูกเจียไต๋ (Crop Management Plan หรือ CMP) ให้เหมาะสมกับแต่ละแปลง โดยคำนึงถึงความแตกต่างของพืช พื้นที่ และบริบทของเกษตรกร โดยมีทีมมืออาชีพเป็นที่ปรึกษา ทั้ง Agronomist (นักเกษตร) Crop Advisor (ที่ปรึกษาเกษตร) และ Service Provider Advisor (ที่ปรึกษาทีมบิน) ลงพื้นที่ขับเคลื่อนร่วมกับเกษตรกรเจ้าของแปลง ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการแปลงได้อย่างมืออาชีพ มีผลผลิตที่ดีขึ้น ควบคุมต้นทุนได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
"เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์" ต้นแบบที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง
พื้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนบทบาทของเจียไต๋ในการเป็นผู้นำด้านโซลูชันเกษตรอัจฉริยะ คือ "เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์" หรือ "ศูนย์เกษตรเจียไต๋" สถานที่ที่เชื่อมโยงโลกเกษตรด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม นำร่องในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีจุดประสงค์ไม่ใช่การส่งมอบองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับเกษตรกร และสร้างให้ที่นี่เป็นพื้นที่ของชุมชนในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร
"สิ่งที่เราให้ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับเกษตรกร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง" คุณสุภาภรณ์กล่าว พร้อมเผยผลดำเนินการตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ ได้รับความสนใจและมีเกษตรกรในพื้นบางน้ำเปรี้ยวและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าเยี่ยมชมและศึกษาเรียนรู้มากกว่า 3,300 ราย สะท้อนถึงความต้องการแนวทางการเพาะปลูกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง โดยมีเกษตรกร 28 ราย เข้าร่วมโครงการแผนจัดการการเพาะปลูก ครอบคลุมพื้นที่ 1,586 ไร่ ทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 22 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 1.14 ตัน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 3,446 บาทต่อตัน แม้ในช่วงที่ผลผลิตตกต่ำและราคาผันผวน นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาทีมบินเจียไต๋ได้ 26 ทีม ให้บริการครอบคลุมกว่า 52,000 ไร่ ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี สระบุรี ปราจีนบุรี นครนายก และพระนครศรีอยุธยา
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านเสียงเกษตรกรในอำเภอบางน้ำเปรี้ยวที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งต่างพึงพอใจทั้งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ควบคุมได้ และการปรับแนวคิดการทำเกษตรจากการตั้งรับ สู่การวางแผนเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ระบุว่า แม้เดิมจะได้ผลผลิตในระดับที่ดีอยู่แล้ว แต่การมีทีมที่ปรึกษาของเจียไต๋เข้าไปดูแลแปลงอย่างใกล้ชิด ช่วยให้การทำนาง่ายขึ้น วางแผนและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อีกรายสะท้อนว่า การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถจัดการแปลงได้อย่างแม่นยำ ทั้งด้านการควบคุมวัชพืช การใช้โดรน และการใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ต้นทุนลดลง ควบคู่กับผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น แม้ในช่วงที่ผลผลิตตกต่ำและราคาผันผวน “นาดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น” คือคำยืนยันจากเกษตรกรที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแปลงนาอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการทำเกษตรอย่างเป็นระบบที่ต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้คุณสุภาภรณ์มองว่าเทคโนโลยีการเกษตรและการใช้ข้อมูลจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญที่สุด เมื่อเกษตรกรมีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และเข้าใจง่าย พวกเขาจะวางแผนได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเจียไต๋มีแผนขยายเจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ให้ครอบคลุมภูมิภาคอื่น ๆ และพืชเศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศ อาทิ ข้าว ทุเรียน แตงโม เป็นต้นการผนึกพันธมิตรในธุรกิจเกษตรยุคใหม่
เจียไต๋ไม่ได้มองตัวเองเป็นผู้เล่นที่ต้องทำทุกอย่างคนเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งพันธมิตรภาคเอกชนอย่าง เอ็กซ์เอจี, บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี จำกัด และ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่เป็นพันธมิตรธุรกิจสำคัญ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคการเกษตรไทยในระยะยาว
สำหรับเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า คุณสุภาภรณ์ บอกว่า เจียไต๋เดินหน้าในการเสาะหา พัฒนา และส่งมอบโซลูชันเจียไต๋สู่เกษตรกรผ่านทีมมืออาชีพ พร้อมขับเคลื่อน 3 ด้านหลักควบคู่กัน ได้แก่ การขยาย เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ให้ครอบคลุมพื้นที่อื่น ๆ และพืชเศรษฐกิจสำคัญ การเสริมความแข็งแกร่งของแผนจัดการการเพาะปลูกและโซลูชันเจียไต๋ และการผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างทั่วถึง
“เราไม่ได้มุ่งเพียงการขายสินค้าหรือถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องการส่งมอบโซลูชันที่ใช้ได้จริง วัดผลได้จริง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกษตรกรได้จริง ดิฉันเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เจียไต๋กำลังทำ จะนำไปสู่การยกระดับความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างยั่งยืน และนี่คือหนึ่งในบทบาทสำคัญที่ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม” คุณสุภาภรณ์กล่าว
วันนี้ เจียไต๋พร้อมยืนเคียงข้างเกษตรกรไทย ด้วยโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกความท้าทาย มุ่งยกระดับสู่เกษตรกรมืออาชีพ ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสที่เข้าถึงได้จริง พร้อมต่อยอดสู่การยกระดับชีวิตและความสำเร็จของทุกคนในห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร คู่ค้า ร้านค้า ผู้รวบรวม ไปจนถึงผู้ค้าส่ง ด้วยการส่งมอบโซลูชันที่ดีที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน สร้างผลผลิตคุณภาพ รายได้มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในฐานะ “โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider)” ที่ไม่เพียงส่งมอบสินค้า แต่คือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ ทำให้เกษตรกรไทยเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น ด้วยความรู้ที่สร้างผลลัพธ์จริง








