วันที่ 24 ส.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุว่า “สามมิติพิศวง” ของความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตอนที่ 2/2 : ส่วนที่ 1/3)
1. มิติแรก: การ "ปักหมุดกองกำลัง" ของรัฐ
1.1) การวางกำลังและใช้กำลังของรัฐ เพื่อรักษาความสงบและอำนวยความปลอดภัย ทั้งโดยฝ่ายทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครในพื้นที่จชต.นั้น มีปัญหามาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ในบางช่วงมีการส่งกำลังพลลงพื้นที่เป็นจำนวนมาก ในบางช่วงก็ขาดแคลนกำลังพลในบางลักษณะ ในบางช่วงกำลังพลในพื้นที่ก็ล้มเหลวในการปฏิบัติการรักษาความสงบหรือผิดพลาดร้ายแรงบางประการทำให้เกิดเงื่อนไขหรืออุปสรรคในการอำนวยความยุติธรรม
แต่ในบางช่วงเวลา กองกำลังของรัฐ ที่ใช้งบประมาณมากกว่า 1 แสนล้านบาทในรอบ 23 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถป้องกันเหตุร้ายและลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ความไม่สงบลงได้ แต่ก็ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของผู้บังคับบัญชาบางคน หรือของกองกำลังเฉพาะกิจในบางช่วงเวลา ที่สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่ด้วยระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีหรือด้วยโครงสร้างของกำลังพลที่เหมาะสมหรือยั่งยืนเป็นหลักแต่ประการใด
1.2) ล่าสุด ดูเหมือนกับจะเกิดปัญหาในการรักษาความสงบเรียบร้อยมากขึ้นไปอีก เช่น ในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบกว่า 100 จุดในพื้นที่เกือบ 30 อำเภอ (ที่จ.นราธิวาส 60 จุด ที่จ.ยะลาเกือบ 30 จุด และที่จ.ปัตตานีเกือบ 15 จุด) โดยเป็นการวางระเบิดกว่า 30 แห่ง เผาทำลายทรัพย์สินและลอบวางเพลิงเกือบ 60 แห่ง ลอบยิง 1 แห่ง รวมทั้งพ่นสีสเปรย์ก่อกวนอีกหลายแห่ง มีประชาชนได้รับบาดเจ็บนับสิบราย อาคารสถานที่ราชการเสียหายนับสิบแห่ง ทรัพย์สินทางราชการเสียหายกว่าห้าสิบรายการ (เช่น ที่ทำการเทศบาล รถยนต์ รถแบคโฮ รถไถ รถดับเพลิง รถขยะ รถกู้ภัย รถกระเช้า กล้องวงจรปิด เสาไฟฟ้า หม้อแปลงไฟ และถนนที่ถูกเผาทำลายด้วยยางรถยนต์) ภาคเอกชนได้รับผลกระทบอีกกว่าสิบราย ทรัพย์สินเสียหายเกือบยี่สิบรายการ (เช่น วางระเบิดโรงเรียน ปล้นร้านสะดวกซื้อ เผาโรงงานยางพารา โรงไม้ สถานีขนส่ง สนามฟุตบอล เสาสัญญาณโทรศัพท์ ป้ายโฆษณา)
ที่สำคัญ เหตุร้ายทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลาต่อเนื่องจากการเหตุร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนก่อนหน้านี้ และอยู่ในช่วงที่มีการวางกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น มีการยกระดับการปฎิบัติ มีการปิดล้อมตรวจค้นและบังคับใช้กฏหมายของฝ่ายรัฐ และอยู่ภายใต้การสั่งการและการควบคุมกำกับของหน่วยบังคับบัญชาและของฝ่ายการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้
การปฎิบัติการก่อความไม่สงบแบบ "สวนกลับ" ของกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ที่สวนทางหรือ "ย้อนศร" กับการปฎิบัติการของกองกำลังของรัฐในพื้นที่กว่า 100 จุดนี้ เป็นความ "ผิดปกติที่ไม่ธรรมดา" บ่งบอกถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของกองกำลังติดอาวุธในการก่อการร้าย บ่งบอกว่ากลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย เห็นช่องว่างหรือจุดอ่อนของฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างดี และได้ฉวยโอกาสปฏิบัติการก่อการร้ายได้สำเร็จ สะท้อนถึงการเตรียมการและการวางแผนมาที่ซับซ้อน และบ่งบอกว่าการปฎิบัติการ "ร่วมเฉพาะกิจ" ในครั้งนี้ มีการซักซ้อมมาพอสมควร สามารถหลบซ่อนการติดตามหรือเฝ้าระวังของฝ่ายรัฐหรือฝ่ายการข่าวของรัฐได้ดี และที่สำคัญ ทำให้เห็นว่าการวางกำลังหรือ "ปักหมุด" ของฝ่ายรัฐในพื้นที่เป้าหมายเพื่อรักษาความสงบและปลอดภัยให้ประชาชนนั้นยังล้มเหลว แม้ว่าความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินโดยรวมไม่ได้สูงอย่างน่าตกใจ แต่ก็ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อภาพลักษณ์ของประเทศและต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อฝ่ายรัฐและรัฐบาล
1.3) ปัญหาของฝ่ายรัฐในการรักษาความสงบที่ปรากฏต่อประชาชน โดยเฉพาะของคนที่อยู่ในพื้นที่ หรือคนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนั้น อาจจะไม่ได้พิศวงหรืองงงวยเหมือนประชาชนทั่วไปนอกพื้นที่แต่อย่างใด เหตุเพราะมีความชัดเจนในเรื่องของสาเหตุหรือปัญหาของฝ่ายรัฐหลายประการ เช่น เรื่องการหาข่าวหรือการใช้ข่าวที่ล้มเหลวหรือไม่มีประสิทธิภาพ (ในรอบเดือนนี้ เป็นห้วงเวลาที่มีความสำคัญในเชิงสัญญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีการก่อเหตุร้าย) การวางกำลังป้องกันเหตุร้ายของฝ่ายความมั่นคงที่ไม่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มข้นหรือไม่เป็นธรรม การโยกย้ายสลับกำลังพลที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ตลอดจนความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้น ขบวนการอาชญากรรม ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ที่เข้มแข็งขึ้น หรือความเห็นต่างของหลายหน่วยงานที่ทำให้เกิดช่องว่างหรือสูญญากาศในการทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งปัญหาการควบคุมพรมแดนกับเพื่อนบ้านที่ไม่เกิดผลจริงจัง เป็นเพียงแต่เป็นคำมั่นสัญญาหรือลมปากของเพื่อนบ้านแต่อย่างเดียว
ที่สำคัญ การกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนกลไกในการแก้ปัญหาจชต.ของฝ่ายรัฐในระดับนโยบายและโดยเฉพาะของกรรมการผู้แทนพิเศษเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านนี้ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการแก้ไขปัญหาของจชต.นั้น อาจจะพลาดโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเตือนให้หน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนกับการป้องกันเหตุร้ายที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดขึ้น แต่ที่ประชุมฯ ในวันนั้น กลับให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิต ความมั่นคงตามแนวชายแดน และการสื่อสารที่เป็นเอกภาพเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญในการแก้ปัญหาในจชต.อยู่แล้ว แต่ที่ประชุมฯ ไม่ได้ใช้โอกาสสำคัญนั้น เน้นย้ำการป้องกันเหตุร้ายหรือการปฎิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ รวมทั้งการดำเนินการทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแต่อย่างใด ทำให้มีคำถามตามมาหลายประการในการทำงานของคณะกรรมการฯ และของฝ่ายการเมือง
เมื่อเกิดเหตุร้ายดังกล่าวขึ้นแล้ว จึงได้มีการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการป้องกันเหตุร้ายในขั้นสูงสุดและให้มีการดำเนินการด้านการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือใช้เป็นพื้นที่พักพิง ซึ่งเป็นการสั่งการหรือเน้นย้ำหลังเหตุการณ์ร้ายได้เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นซ้ำในระยะเวลาติดต่อกัน ไม่ได้เป็นการดำเนินการเชิงรุกหรือเชิงป้องกันแต่อย่างใด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า รัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนให้ ฝ่ายความมั่นคง "ปักหมุดกองกำลัง" เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ และมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงโครงสร้าง การดำเนินการ รวมทั้งปรับเปลี่ยนตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมขึ้น และให้ยั่งยืนถาวรเป็นระบบให้ได้
* รับฟังรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในคลิปรายการข้างล่างครับ
** ติดตาม “สามมิติพิศวง” ของความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตอนที่ 2/2 : ส่วนที่ 2/3) - มิติที่สอง: "ฝ่ายเห็นต่าง - ถอนหมุดความเข้มแข็งของสังคม" (ขบวนการผิดกฎหมายและค้ายาเสพติดสามารถก่อสงครามก่อการร้ายกว่า 100 จุดได้จริงหรือไม่?)ได้ในโพสต์ต่อไปครับ ขอบคุณครับ








