เสือตัวที่ 6
ยุทธศาสตร์สำคัญที่กลุ่มก่อการร้าย BRN ต้องการให้เกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐคือการสร้างความคลุมเครือ สับสนให้เกิดขึ้นกับรัฐเพื่อทำให้รัฐหาโจทย์ไม่เจอ หรือความสับสนจนเกิดการตีความต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไปคนละทิศละทาง ด้วยการปิดบัง ซ่อนเร้นต่อตัวตนขององค์กร BRN อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ผ่านโลกโซเชียลอย่างเป็นระบบ ผสมผสานกับการปฏิบัติการข่าวสารบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมวิชาการและแวดวงการเมืองระดับชาติที่เดินคู่ขนานกับนักการเมืองท้องถิ่นที่ต่อสู้ให้เกิดความสับสนร่วมกับนักกฎหมายแนวร่วมขบวนการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในองค์กรต่างๆ อย่างเป็นระบบ เหล่านี้จึงเป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การซ่อนเร้นตัวตนและการปฏิบัติการแย่งชิงอำนาจรัฐของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างได้ผล จนทำให้รัฐยังไม่สามารถผนึกกำลังให้เกิดเอกภาพทางความคิดและเอกภาพในความพยายามเพื่อเอาชนะกองโจรก่อการร้าย BRN เหล่านี้ ความสงบสุขร่มเย็นด้วยการหลอมรวมแผ่นดินนี้เป็นหนึ่งเดียวของรัฐได้ตามเป้าหมายจึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คนกลุ่มนี้จึงยังคงเป็นองค์กรลับที่ก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรงที่สร้างหายนะในวงกว้างต่อคนในพื้นที่ ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้จึงยังคงยืนหยัดต่อสู้กับรัฐที่มีศักยภาพในการต่อสู้มากกว่าองค์กรร้ายนี้หลายเท่าได้อย่างเข้มแข็งและยาวนานมากว่า 22 ปี ได้อย่างเหลือเชื่อ
การซ่อนเร้นตัวตนและการปฏิบัติการแย่งยึดอำนาจรัฐที่ได้ผลขององค์กรก่อการร้าย BRN ทำให้รัฐยังกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายในการต่อสู้กับกองโจรกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะต้องเสียเวลาไปกับการถกเถียงแสดงความคิดระหว่างคนของรัฐอย่างไม่เห็นจุดบรรจบกันได้แม้แต่น้อย ท่าทีเชิงนโยบายของรัฐอันมีผลต่อหน่วยระดับพื้นที่ที่ยังคลุมเครือ เพราะการตีความโจทย์อันเป็นกระบวนการต่อสู้ของพวก BRN ไม่แตก เพราะไม่มีใครรู้จัก BRN อย่างแท้จริง เพราะไม่มีใครยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายเห็นต่าง (กันเอง) เพราะความอวดว่ารู้ของบรรดานักวิชาการ นักการทหาร และนักความมั่นคงทั้งหลายจากฟากฝั่งของรัฐต่างอวดภูมิที่อ้างว่ารู้ ที่พวกเขาต่างยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเองเป็นหลักจนยากที่จะยอมรับความเห็นต่างของกันและกันด้วยหลักการ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" อันเป็นแนวคิดหลักของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เคยถูกใช้แสวงหาแนวร่วมขบวนการของพวกเขาอย่างได้ผลมาแล้วในครั้งนั้น จนทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสามารถผนึกกำลังเข้าต่อสู้กับอำนาจรัฐไทยได้อย่างทรงพลังยิ่ง การถกเถียงกันเองของฝ่ายรัฐที่พยายามช่วงชิงการนำกันเองระหว่างผู้อวดรู้ทั้งหลาย จึงส่งผลให้ศักยภาพในการต่อสู้ของรัฐลดลงอย่างน่าเสียดาย รัฐไม่สามารถนำองคาพยพทั้งมวลของรัฐที่เหนือกว่าองค์กรก่อการร้าย BRN หลายเท่ามาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ เหล่านี้จึงเป็นการตอบสนองเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรก่อการร้าย BRN ที่ต้องการซ่อนเร้นตัวตนให้ลึกลับต่อไป จนทำให้ความสามารถในการผนึกกำลังจากเอกภาพทางความคิดและเอกภาพในความพยายามในการต่อสู้ของรัฐต้องล้มเหลวลงตั้งแต่แรกอย่างสิ้นเชิง
ความสับสนคลุมเครือที่ต้องเสียเวลาไปกับการถกเถียงทางความคิด การแย่งชิงการนำของฝ่ายนักวิชาการ นักการทหาร นักความมั่นคงทั้งหลาย ที่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ไม่เห็นความสำคัญของความแตกต่างทางความคิดเห็นกันเองของคนระดับนำของรัฐ จึงถูกปล่อยปละละเลยจนลุกลามไปสู่ความหวาดระแวงกันเองของคนระดับนโยบายลงมาจนถึงหน่วยระดับปฏิบัติในพื้นที่ จนเกิดคำถามจากหน่วยในพื้นที่ที่กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในพื้นที่ทุกวินาทีของชีวิตที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า ณ เวลานี้ พวกเขากำลังสู้อยู่กับใคร และเป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริงของการสู้รบครั้งนี้คืออะไร นับเป็นคำถามสำคัญที่สะท้อนว่าคนในระดับนโยบายกำลังละเลยต่อการคลี่คลายปัญหาการซ่อนเร้นตัวตนขององค์กรร้าย BRN ให้เป็นทิศทางเดียวกัน และไม่สามารถชี้เป้าหมายระดับนโยบายให้คนระดับปฏิบัติได้เห็นเพื่อให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถนำชีวิตของพวกเขากลับมาสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวได้อย่างปลอดภัย การปฏิบัติงานเพื่อการรักษากฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐจึงเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยมุ่งเอาชีวิตรอดไปวันๆ อย่างไม่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม การต่อสู้ของฟันเฟืองสำคัญของคนระดับพื้นที่จึงอ่อนล้าและขาดพลังในการต่อสู้อย่างมีจิตวิญญาณ
เป้าหมายในการซ่อนเร้นตัวตนของ BRN และกระบวนการต่อสู้กับรัฐของพวกเขายังคงทำได้อย่างได้ผล คำถามตัวโตๆ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบยังคงดำรงอยู่ต่อไป คนกลุ่มนี้มีที่มาและมีตัวตนอย่างไร พวกเขาจัดโครงสร้างและจัดระบบบริหารจัดการในรูปองค์กรลับนี้อย่างไร พวกเขาสร้างขบวนการและมวลชนแนวร่วม ตลอดจนร้อยเรียงเป็นพวกเดียวกันอย่างเหนียวแน่นเชิงอุดมการณ์ด้วยวิธีการหรือหลักคิดอย่างไร และคนพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่ระหว่างอำนาจรัฐที่เป็นของตนเองที่เรียกว่ารัฐเอกราชปาตานี หรือต้องการเพียงผลประโยชน์อันเกิดจากธุรกิจผิดกฎหมายนานาชนิด หรือเป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่นที่เชื่อมโยงสู่ระดับชาติ หรือเป็นน้ำมือของหน่วยงานรัฐที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดองค์กรร้าย BRN ขึ้นมา และหล่อเลี้ยงสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไว้เพื่องบประมาณแผ่นดินที่มีจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ทำไมนักวิชาการ นักการทหาร และนักความมั่นคงจึงคิดไม่ออกว่าการเสียเวลาไปกับการถกเถียงบนความเห็นต่างกันเองเป็นหลุมพรางของ BRN และทำไมเวลาที่ล่วงเลยมากกว่า 22 ปี รัฐจึงทำอะไรไม่ได้มากกว่าประคองตัว ปล่อยให้เกิดการสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์จากน้ำมือของผู้ก่อการร้ายได้มากมายได้ขนาดนี้ เหล่านี้คือคำถามที่สาธารณชนต้องการคำตอบโดยเร็ว








