วันที่ 27 ก.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุว่า...
"3 มิติพิศวงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้" (ตอนที่ 1/2)
Three Dimensions in the Security Complex of Thaland's Southern Border Provinces (EP. 1/2)
1. "ความผิดปกติใหม่“ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เกิดขึ้นมานานในประวัติศาสตร์ของไทย เป็นปัญหาพื้นฐานในการสร้างรัฐสร้างชาติ มีปัจจัยผกผันหลายประการที่ทำให้เกิดการปะทุรุนแรงขึ้นหรือสงบลงชั่วคราว เช่น นโยบายความมั่นคงที่สมดุล โครงสร้างและการดำเนินการที่มีเอกภาพ การปราบปรามการแบ่งแยกดินแดนที่จริงจัง นโยบายการเมืองที่นำการทหาร การเจรจาสันติภาพหรือพูดคุยสันติสุขที่มุ่งมั่นตั้งใจ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่ยึดคนในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบที่เรื้อรังมานาน การปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรองค์การระหว่างประเทศและนานาชาติ ตลอดจนการจัดระเบียบชายแดนและการเข้าเมืองที่มีประสิทธิภาพ
1.1) ปฐมบทของ “ความผิดปกติใหม่” (The New Abnormal)
สถานการณ์ที่มีความรุนแรง ต่อเนื่อง ยาวนาน และสุดโต่ง (A Continuum of Violence and Extremism) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มต้นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 เมื่อเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนของทางราชการจำนวน 413 กระบอกที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 4 คน ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน คนร้ายได้เผาโรงเรียนถึง 20 แห่งพร้อมๆ กัน พร้อมตัดต้นไม้ขวางทางเจ้าหน้าที่ และใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 20 นาที แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเตรียมการและประสานงานกันเป็นอย่างดี (ก่อนหน้านั้นก็มีการปล้นปืนปล้นปืนที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลาในปี 2545 ซึ่งน่าจะเป็นการซักซ้อมและชิมลาง ต่อมาในปี 2554 มีการปล้นปืนอีกกว่า 60 กระบอกที่ฐานปฎิบัติการค่ายพระองค์ดำ จังหวัดนราธิวาส มีทหารเสียชีวิต 5 นาย และเมื่อ 2 ปีก่อนนี้ในปี 2567 ก็ยังมีการปล้นปืนไปอีก 10 กระบอกที่อุทยานแห่งชาติฮาลา-บาลาอีกพร้อมเผาทำลายอาคารสำนักงาน - อ้าง สำนักข่าวอิศรา 2567)
หลังจากเหตุการณ์ที่ค่ายปิเหล็งแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือแซะ ปัตตานี ในวันที่ 28 เมษายน ผู้ก่อเหตุพร้อมอาวุธเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ในหลายจังหวัดแล้วได้หลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ และถูกปิดล้อมนานหลายชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้กำลังบุกเข้าไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตภายในมัสยิด 34 ศพ เสียชีวิตในจุดอื่นๆ ในวันเดียวกันในหลายจังหวัดถึง 108 ราย ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงแบบ “สุดโต่ง” และในวันที่ 25 ตุลาคมของปีเดียวกัน เกิดการชุมนุมใหญ่นับพันคนหน้าสถานีตำรวจอำเภอตากใบ นราธิวาส เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 6 คนที่ถูกจับกุม เหตุการณ์บานปลาย มีการสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 85 ราย โดย 78 รายเสียชีวิตระหว่างการขนย้ายไปยังค่ายทหารที่ปัตตานี ซึ่งในกรณีนี้มีผู้ถูกจับกุมหลายฝ่ายและถูกดำเนินคดีเป็นเวลานานหลายปี ตอกย้ำสถานการณ์ใหม่ที่รุนแรงผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง
1.2) ถึง “ยอดเขาแรก” ของความรุนแรง
ในปี 2550 ความรุนแรงและสูญเสียได้พุ่งขึ้นสูงสุด เกิดเหตุการณ์ถึง 1,407 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 892 คน ได้รับบาดเจ็บ 1,551 คน (อ้างอิง NBT, 2550) หลังจากนั้น เหตุการณ์ความรุนแรงก็ลดลงเรื่อยๆ ในเชิงปริมาณ จนถึงจุดต่ำสุดในปี 2563 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 57 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตลดลงเหลือ 36 ราย ซึ่งในปี 2563 นั้น มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมีการปิดพรมแดนและควบคุมการเดินทางเข้าออกในพื้นที่อย่างเข้มงวด (อ้างอิง สำนักข่าวอิศรา 2569)
1.3) ขยับขึ้นสูงอีกยอดของ“ความสุดโต่ง”
หลังจากปี 2563 เหตุการณ์ความไม่สงบกลับเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2564-65 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 44% (อ้างอิง DeepSouth Watch, 2565) หรือเฉลี่ยปีละเกือบ 500 เหตุการณ์ (ประมาณ 10 เท่าของปี 2563) และหลังปี 2566 เป็นต้นมา เหตุการณ์เพิ่มขึ้นอีกเป็นกว่า 600 ครั้งต่อปี โดยมีลักษณะเป็น “สงครามอสมมาตร” และ “การก่อการร้าย” ที่ชัดเจนขึ้น มีการโจมตีสถานที่ตั้งของทางราชการ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง ที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนระบบสาธารณสุขและสาธารณูปโภค ควบคู่ไปกับชุมชน ตลาด ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน โรงเรียน ที่พักอาศัยของประชาชน ไม่เว้นแม้แต่บริเวณใกล้พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ รวมทั้งลอบสังหารบุคคล เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และนักการเมือง อย่างเป็นระบบ มีการวางแผนล่วงหน้าที่ซับซ้อน มีการประสานงานกันเป็นอย่างดีระหว่างปฏิบัติการ และมีการอำนวยความสะดวกในการหลบหนีหลังปฏิบัติการสำเร็จ
1.4) “องค์กรลับ“ กับ"กลุ่มผู้สนับสนุน"
ความรุนแรงแบบสุดโต่งต่อเป้าหมายเฉพาะดังกล่าวนี้ กระทำโดยองค์กรลับที่มีการจัดโครงสร้าและระบบใหม่ โดยมีผู้สนับสนุนหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับทางการเมืองของตนเองและกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาสบทบ และกดดันและต่อรองกับรัฐบาลในหลายประเด็น เช่น การวางกำลังของฝ่ายความมั่นคง การคุ้มครองความปลอดภัยของกลุ่มตน ตลอดจนเพื่อเรียกร้องรูปแบบของการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ “สุดโต่ง” ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุด้วย และเมื่อนับจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันแล้ว จะพบว่าสูงถึงกว่า 6,000 ราย เป็นชาวไทยมุสลิมกว่า 3,000 คน ชาวไทยพุทธกว่า 2,800 คน ชาวคริสต์เกือบ 10 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมกว่า 13,000 คน (อ้างอิงสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 2568 และอื่นๆ) นับเป็นความสูญเสียจากความขัดแย้งทางการเมืองที่มากที่สุดของประเทศในปัจจุบัน
1.5) “ความผิดปกติตลอดกาล”
เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้เป็น “ความผิดปกติใหม่” หรือ The New Abnormal ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2547 และได้กลายมาเป็น “ความปกติใหม่” (The New Normal) ของสถานการณ์ในจชต.ปัจจุบันที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ความขัดแย้งตลอดกาล” (A Forever Conflict) ประเภทหนึ่ง ซึ่งหาทางออกที่ยังยืนหรือถาวรในชั่วอายุคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เช่นที่เห็นในหลายประเทศในปัจจุบัน (กรุณาอ่านเพิ่มเติมเรื่องความผิดปกติใหม่ใน ปณิธาน วัฒนายากร “ขบวนการจัดตั้งกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้: แรงจูงใจ การขับเคลื่อน และแนวทางแก้ไข” วารสารด้านบริหารรัฐกิจและการเมือง ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฏาคม-ธันวาคม 2564 ที่: https://so03.tci-thaijo.org/.../papoj.../article/view/255246
และอ้างอิงฉบับเต็มใน Comment ด้านล่าง)
2. "ห่วงประชาชนอย่างมาก" - สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ซึ่งได้เสด็จกลับจากการพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระราชทานกระแสพระราชดำรัสให้กับรัฐบาลและคณะบุคคลต่างๆ กว่า 1,000 คน ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในเรื่องสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้
2.1) สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงแสดงความห่วงใยประชาชนในสามจังหวัดเป็นอย่างมาก ทั้งไทยพุทธไทยมุสลิมที่กำลังประสบภัยคุกคามอย่างหนัก ถูกฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้พิพากษา พระ ตำรวจ ทหาร และชาวบ้าน ที่ควรมีสิทธิ์มีชีวิตและทำมาหากินในประเทศอย่างสงบสุข
2.2) สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้รับสั่งถึงอดีตที่ประชาชนในพื้นที่สามัคคีปรองดองกัน เป็นเพื่อนกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และสภาพพื้นที่สามจังหวัด ที่มีความสวยสดงดงาม มีความอุดมสมบูรณ์ มีทั้งทะเล ภูเขา ป่าไม้ผืนใหญ่ พืชพรรณไม้นานาพันธุ์ และได้รับสั่งถึงโครงการพัฒนาต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รวมทั้งโครงการของพระองค์เอง ที่ได้ทรงพระราชทานให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสามารถดูแลตนเองให้ปลอดภัยขึ้น
2.3) ในช่วงท้าย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงขอบคุณ รัฐบาล เจ้าหน้าที่ และทุกๆ คนที่พยายามช่วยแก้ปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้ และทรงคิดว่าคนไทยทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่รัฐบาลฝ่ายเดียว เหตุเพราะคนไทยทั้งชาติเป็นเจ้าของแผ่นดิน ก็ต้องตอบแทนพระคุณของแผ่นดินเช่นกัน (อ่านพระราชดำรัสของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ที่: https://prachatai.com/journal/2004/11/1246)
แม้ว่าจะเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 22 ปี แต่พระราชดำรัสนี้ก็ยังคงความสำคัญอยู่ และแม้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่จชต.เปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน และในด้านที่ดีก็มี แต่ปัญหาและความรุนแรงบางแบบก็ยังคงเดิมหรือแย่กว่าเดิมในบางรูปแบบด้วยซ้ำ สร้างความพิศวง-งงงวยให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อย แม้แต่บางคนที่เกิดหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ก็ตาม
* ติดตาม “สามมิติพิศวง” ของความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ในตอนที่ 2/2 ครับ
#ปณิธาน #ชายแดนใต้ #ไฟใต้ #สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ #ความมั่นคง #ความไม่สงบ #ปัตตานี #ยะลา #นราธิวาส #ข่าวการเมือง #ข่าวความมั่นคง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








