ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสนอบทความเรื่อง “บรรณารักษ์” ยุค AI “ไม่ยาก” อย่างที่คิด ความว่า หลายคนยังมีภาพจำว่า "บรรณารักษ์" คือผู้ดูแลชั้นหนังสือ คอยจัดหมวดหมู่ ยืม-คืนหนังสือ และตอบคำถามว่าหนังสือเล่มที่ต้องการอยู่ชั้นไหน แต่เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทในทุกวงการ ห้องสมุดก็ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสืออีกต่อไป หากกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ศูนย์กลางความรู้ดิจิทัล" ที่สามารถให้บริการผู้ใช้ได้อย่างชาญฉลาด รวดเร็ว และตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
ข่าวดีคือ การก้าวสู่การเป็น "บรรณารักษ์ยุค AI" ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด เพราะ AI ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่บรรณารักษ์ แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นผู้ช่วยที่ช่วยลดภาระงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้บรรณารักษ์ได้ทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น
ปัจจุบัน ห้องสมุดหลายแห่งเริ่มนำ AI Library Agent มาใช้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถทำงานร่วมกับระบบห้องสมุดเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบ eLib, Matrix หรือ Koha ผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ทำให้ AI สามารถตอบคำถามพื้นฐานของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา เช่น เวลาเปิด-ปิดห้องสมุด สิทธิการยืมหนังสือ การต่ออายุหนังสือ หรือแม้แต่ระบุตำแหน่งของหนังสือแต่ละเล่มได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังรองรับการสื่อสารหลายภาษา ช่วยให้บริการนักศึกษาต่างชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในยุค AI คือพฤติกรรมของผู้ใช้ห้องสมุด ทุกวันนี้ผู้คนต้องการคำตอบที่รวดเร็ว ต้องการค้นหาข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ และไม่ต้องการเสียเวลาค้นหาเอกสารจำนวนมากด้วยตนเอง ดังนั้น บทบาทของบรรณารักษ์จึงเปลี่ยนจาก "ผู้ค้นหาหนังสือ" ไปเป็น "ผู้ออกแบบประสบการณ์การเข้าถึงความรู้"
AI สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลของห้องสมุด ฐานข้อมูล Open Access และฐานข้อมูลหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน แล้วนำเสนอผลการค้นหาในหน้าเดียว พร้อมจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน หากนักศึกษาต้องการทำวิจัย AI สามารถช่วยแนะนำหัวข้อที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกหนังสือหรือบทความที่สำคัญ สรุปสาระสำคัญของเอกสาร และเสนอแหล่งอ้างอิงที่ควรอ่านก่อน ช่วยลดเวลาการค้นคว้าและเพิ่มคุณภาพของงานวิชาการได้อย่างมาก
แต่บทบาทของ AI ไม่ได้หยุดเพียงการค้นหาข้อมูลเท่านั้น ห้องสมุดจำนวนมากยังมีคลังเอกสารเก่า งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือเอกสารประวัติศาสตร์ที่ถูกสแกนเป็นภาพ ซึ่งไม่สามารถค้นหาผ่านระบบค้นหาทั่วไปได้ AI สามารถอ่านข้อความจากภาพ สรุปสาระสำคัญ จัดหมวดหมู่ และแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ค้นหาและนำไปใช้ต่อได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยน "ข้อมูล" ให้เป็น "ความรู้" อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ของประเทศ เช่น การแปลเอกสารโบราณ หนังสือภาษาจีนโบราณ หรือเอกสารภาษาบาลีที่คนรุ่นใหม่อ่านได้ยาก ทำให้ความรู้ที่เคยเข้าถึงเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ สามารถเผยแพร่สู่สังคมในวงกว้างได้มากขึ้น ห้องสมุดกำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถานที่เก็บรักษาความรู้ ให้กลายเป็นผู้สร้างคุณค่าใหม่ให้กับองค์ความรู้เดิม
สำหรับบรรณารักษ์เอง AI ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ปัจจุบันมีเครื่องมือ AI ที่สามารถช่วยสรุปบทความ แปลหนังสือ วิเคราะห์ข้อมูล สร้างสื่อการเรียนรู้ ออกแบบอินโฟกราฟิก ผลิตวิดีโอ และช่วยเขียนเนื้อหาวิชาการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการ Upskill และ Reskill เป็นเรื่องที่ทำได้ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องรอการอบรมอย่างเป็นทางการ บรรณารักษ์สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ไปพร้อมกับการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการเชื่อคำตอบของ AI ทั้งหมด เพราะ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์ คำตอบที่ AI สร้างขึ้นอาจมีข้อผิดพลาด ข้อมูลล้าสมัย หรือขาดบริบทที่สำคัญ ดังนั้น บรรณารักษ์ยังคงต้องใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และเติมเต็มด้วยประสบการณ์ ความรู้ และจริยธรรมวิชาชีพ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า เราสามารถเชื่อถือ AI ได้ในระดับสูง แต่ไม่ควรเชื่อทั้งหมด เพราะส่วนที่เหลือยังคงต้องอาศัยการวิเคราะห์ของมนุษย์ การทำงานร่วมกันระหว่าง AI และบรรณารักษ์จึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด โดย AI ช่วยจัดการข้อมูล ส่วนมนุษย์เป็นผู้สร้างคุณค่าและความหมายให้กับข้อมูลเหล่านั้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ห้องสมุดจำนวนมากมีข้อมูลผู้ใช้ ฐานข้อมูลงานวิจัย หรือข้อมูลที่มีความสำคัญต่อองค์กร การนำ AI มาใช้จึงต้องคำนึงถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง และการเลือกใช้ระบบ AI ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลระดับประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้ระบบ AI แบบปิด (Private AI) เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ในอนาคต AI จะก้าวไปไกลกว่าการตอบคำถามหรือค้นหาหนังสือ แต่จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บริการของผู้ใช้ แนะนำหนังสือเฉพาะบุคคล คาดการณ์ความต้องการของผู้ใช้ และช่วยวางแผนการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดได้อย่างชาญฉลาด ห้องสมุดจะกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคนมากขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดในยุค AI ไม่ต้องวิตกว่า "AI จะมาแทนที่บรรณารักษ์" แต่บรรณารักษ์ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในการใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกของความรู้ที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีอาจค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วกว่า แต่การเข้าใจมนุษย์ การให้คำแนะนำอย่างมีบริบท การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และการส่งต่อองค์ความรู้สู่สังคม ยังคงเป็นบทบาทที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น การเป็นบรรณารักษ์ยุค AI ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เมื่อบรรณารักษ์เปิดใจเรียนรู้ ปรับตัว และมอง AI ในฐานะ "ผู้ช่วย" มากกว่า "คู่แข่ง" เมื่อมนุษย์และ AI ทำงานร่วมกัน ห้องสมุดจะเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์โลกอนาคตได้แน่นอน








