วันที่ 17 มิ.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ยึดหลักกฎหมาย-คืนความยุติธรรมทุกฝ่าย! ขอบคุณศาลที่ให้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกาง พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ เร่งเยียวยาครอบครัวเหยื่อห้วยขวางด่วนที่สุด
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ตชด. ยิงพี่วินที่ห้วยขวาง... เรื่องนี้ไม่ได้แค่พรากชีวิตคนบริสุทธิ์ แต่กำลังสะท้อนวิกฤต "ความยับยั้งชั่งใจ" ในสังคมเราอย่างรุนแรงครับ
วันนี้ในโลกโซเชียล มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อว่าฝั่งคนยิงและบางส่วนก็พูดถึงฝั่งคนที่ถูกยิง สำหรับเรื่องนี้ ผมอยากให้สังคมเรากลับมาตั้งสติกันก่อนครับ เพราะความจริงคือไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียแบบนี้ขึ้นกับครอบครัวไหนทั้งนั้น การซ้ำเติมด้วยอารมณ์ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ในฐานะที่ผมทำงานคลุกคลีกับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเรื่องความยุติธรรมมาโดยตลอด ผมอยากฝาก 3 ข้อคิดเตือนใจเพื่อดึงสติสังคมตรงนี้ครับ:
อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือความเป็นคน: ความสะใจในเสี้ยววินาที ไม่เคยคุ้มกับอนาคตที่ต้องสูญสิ้น ทั้งของผู้กระทำและผู้สูญเสีย ที่สาธารณะไม่ใช่พื้นที่ของอาวุธ: ปืนมีไว้เพื่อปกป้อง ไม่ใช่มีไว้ผ่อนคลายอารมณ์ดิบ ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่ มีสี มีเครื่องแบบ ยิ่งต้องมีวุฒิภาวะและการควบคุมอารมณ์ที่สูงกว่าคนทั่วไป
ถ้าเจอคนคลั่ง... "วิ่ง" คือทางรอดที่ดีที่สุด: ในยุคที่คนสติหลุดง่ายขนาดนี้ การเอาชนะด้วยฝีปากหรือศักดิ์ศรีมันไม่มีประโยชน์เลยครับ ถ้าเห็นท่าไม่ดี ถอยให้ห่างแล้ววิ่งหนี การรักษาชีวิตรอดกลับไปหาคนที่เรารักคือสิ่งสำคัญที่สุด
สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำในฐานะคนทำงานด้านกฎหมาย มีอยู่ 2 ประเด็นครับ:
เรื่องแรก: ผมต้องขอขอบคุณศาลยุติธรรม ที่พิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องหาตามหลักรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ยึดมั่นในหลักการ "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) ให้สิทธิ์ในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ใช้กระแสความโกรธแค้นของสังคมมาเหนี่ยวนำกฎหมาย เพื่อให้ทุกอย่างเข้าสู่การพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลอย่างเป็นธรรมและถูกต้องที่สุด
เรื่องที่สอง: สำหรับครอบครัวผู้สูญเสียซึ่งตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในเคสนี้ รัฐไม่ได้ทอดทิ้งครับ ทางครอบครัวมีสิทธิ์เต็มตามกฎหมายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม ตาม "พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา" ซึ่งมีวงเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตสูงสุดถึง 300,000 บาท (ครอบคลุมทั้งค่าตอบแทนความตาย ค่าจัดการศพ ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู และค่าเสียหายอื่น ๆ) ซึ่งนี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องเข้ามาดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน
สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียอย่างสุดซึ้ง และหวังว่าเคสนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมไทยใจเย็นลง ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต และร่วมกันสร้างสังคมที่มีสติมากกว่านี้ครับ








