“น็อต วรฤทธิ์” แชร์บทวิเคราะห์ “ปราชญ์ สามสี” ชำแหละตัดงบกองทัพ ตัวเลขชี้ชัด เล็งเป้ายุทโธปกรณ์ เสี่ยงลดทอนความมั่นคงระยะยาว
เมื่อวันที่ 11 ม.ค.68 “น็อต วรฤทธิ์” ดาราพิธีกรชื่อดัง ได้แชร์โพสต์ของ ปราชญ์ สามสี ซึ่งหยิบประเด็น “การตัดงบกองทัพ” มาวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง โดยชี้ว่าการถกเถียงทางการเมืองที่ผ่านมา มักเน้นวาทกรรมเชิงอุดมการณ์ มากกว่าการพิจารณาผลกระทบจากตัวเลขงบประมาณจริง
ปราชญ์ สามสี
ประเด็นการ “ตัดงบกองทัพ” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองสายปฏิรูปที่ชูแนวคิดการลดบทบาทกองทัพในโครงสร้างรัฐ แต่การถกเถียงส่วนใหญ่มักหยุดอยู่ที่คำอธิบายเชิงอุดมการณ์ มากกว่าการพิจารณาผลกระทบเชิงโครงสร้างจาก ตัวเลขงบประมาณจริง
เอกสารงบประมาณปี 2563 ซึ่งเป็นต้นทางข้อมูลชุดนี้ ช่วยเปิดภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การตัดงบ” เกิดขึ้นจริง และมีลักษณะเฉพาะเจาะจง ไม่ได้กระจายอย่างสมดุล
ในปีงบประมาณ 2563 งบประมาณกองทัพมีวงเงินรวม 231,745,273,100 บาท และถูกตัดงบไป 20,108,605,150 บาท ซึ่งถือเป็นการตัดงบในระดับสูง เมื่อเทียบกับหลายปีถัดมา
ประเด็นสำคัญอยู่ที่โครงสร้างของงบที่ถูกตัด เอกสารระบุชัดว่า ในจำนวนงบที่ถูกตัดทั้งหมด มีงบที่เป็น งบยุทโธปกรณ์ สูงถึง 12,859,817,800 บาท หรือคิดเป็น 63.95% ของงบที่ถูกตัด นั่นหมายความว่า ในงบที่ถูกตัดทุก 100 บาท เกือบ 64 บาท เป็นงบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหา ทดแทน และพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร
นี่คือจุดที่ทำให้ฝ่ายทหารตั้งข้อสังเกต เพราะหากเป็นการลดงบเพื่อความประหยัดตามหลักบริหารรัฐ งบควรถูกตัดในหลายหมวดอย่างสมดุล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการ เล็งเป้าไปที่งบยุทโธปกรณ์เป็นหลัก
เมื่อพิจารณารายการที่ถูกตัดซึ่งบันทึกไว้ในเอกสาร จะเห็นว่าไม่ใช่อาวุธเชิงรุกหรือโครงการฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความพร้อมรบ ได้แก่
– โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันทางอากาศ
– การจัดหาเรือเกราะป้องกันกระสุน
– การจัดหารถพยาบาลทางทหารแบบ 4x4 พร้อมอุปกรณ์การแพทย์
– การจัดหาเรือปืน/OPV เพื่อคุ้มครองทะเล
– รถเกราะล้อยางสำหรับการรบรูปแบบใหม่
– การจัดหาอาวุธทดแทน ส.ท.41 (รถถัง)
– การปรับปรุงเรดาร์และระบบตรวจจับ
– โครงการเรือดำน้ำ 2 ลำ
– การจัดหาเครื่องบินฝึกขั้นสูง T-50
– การปรับปรุงสนามบินชั่วคราวเพื่อรองรับภารกิจทางทหาร
รายการเหล่านี้สะท้อนว่า งบที่ถูกตัดไม่ใช่งบเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น งบที่ใช้รักษาความพร้อมขั้นต่ำของกองทัพ ทั้งในมิติการฝึก การแพทย์ การป้องกันประเทศ และการทดแทนยุทโธปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ
เมื่อขยายภาพไปดูงบประมาณในปีถัดมา แนวโน้มดังกล่าวยังคงปรากฏต่อเนื่อง แม้ยอดเงินที่ถูกตัดจะลดลงตามลำดับ แต่ สัดส่วนงบยุทโธปกรณ์ที่ถูกตัดยังคงสูงผิดปกติ
ปี 2564 งบยุทโธปกรณ์ที่ถูกตัดคิดเป็น 76.75%
ปี 2565 คิดเป็น 75.14%
ปี 2566 คิดเป็น 79.57%
และปี 2567 สูงถึง 88.71%
กล่าวได้ว่า ในช่วงหลายปีติดต่อกัน งบที่ถูกตัดเกือบทั้งหมดคือ งบอาวุธและระบบป้องกันประเทศ
ภาพสุดท้ายยิ่งสะท้อนชัดในปี 2569 เมื่อยอดงบยุทโธปกรณ์ที่ถูกตัดเหลือเพียง 15 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 7.77% ของงบที่ถูกตัดทั้งหมด ไม่ใช่เพราะแนวคิดเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะ งบในหมวดนี้ถูกตัดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตัดอีกแล้ว
จากมุมมองด้านความมั่นคง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การ “ปฏิรูปกองทัพ” ในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นการ ลดทอนศักยภาพแบบสะสม
กองทัพยังคงต้องปฏิบัติภารกิจเดิม
กำลังพลยังคงรับผิดชอบความมั่นคงเท่าเดิม
แต่เครื่องมือ ระบบ และยุทโธปกรณ์กลับไม่ได้รับการทดแทนอย่างต่อเนื่อง
การลดทอนเช่นนี้อาจไม่แสดงผลในทันที แต่จะปรากฏผลในระยะยาว เมื่อยุทโธปกรณ์ล้าสมัย ความพร้อมรบลดลง และช่องโหว่ด้านความมั่นคงเริ่มก่อตัวขึ้นโดยไม่อาจแก้ไขได้อย่างฉับพลัน
ดังนั้น คำถามที่เอกสารและตัวเลขเหล่านี้โยนกลับมาสู่สังคมไทย ไม่ใช่เพียงว่า
“ตัดงบจริงหรือไม่” — เพราะคำตอบคือ ตัดจริง และมีตัวเลขยืนยันชัดเจน
แต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
การตัดงบที่เล็งเป้าไปที่ยุทโธปกรณ์อย่างเป็นระบบ
เป็นเพียงนโยบายประหยัดงบ
หรือกำลังนำไปสู่การลดทอนความมั่นคงของรัฐในระยะยาว
และหากวันหนึ่งผลของการลดทอนนั้นปรากฏขึ้นจริง
คำอธิบายทางการเมืองอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงที่ประเทศต้องเผชิญ







