วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยตัวแทนนักศึกษาและผู้ปกครอง ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ “ตัดงบ กยศ. ตัดอนาคตเด็กไทย? นักศึกษาจี้รัฐเร่งเติมเงินกู้” โดยนายปริญญาเปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังเผชิญวิกฤตงบประมาณไม่เพียงพอ โดยมีข้อมูลว่ากองทุนฯ มีหนี้ค้างชำระจากรุ่นพี่กว่า 220,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ควรนำเรื่องนี้มาตัดโอกาสทางการศึกษาของนักศึกษาปัจจุบันที่เป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ
จากข้อมูลพบว่าในปีนี้มีผู้ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงิน แต่ได้รับการอนุมัติเพียง 47.7% ซึ่งหมายความว่ามีเด็กอีกกว่า 50% ที่เสี่ยงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน นายปริญญาตั้งข้อสังเกตว่าในการพิจารณางบประมาณปี 2570 มีการตัดงบหลายส่วนไปไว้ที่งบกลาง
และยังมีกระแสข่าวว่าจะนำเรื่องงบประมาณ กยศ. ไปพ่วงกับ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะเท่ากับรัฐบาลนำอนาคตเด็กมาเป็นตัวประกันเพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ทั้งที่ควรใช้การจัดสรรงบประมาณปกติหรือใช้เงินงบกลางมาดูแล โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข และการแพทย์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและเป็นบุคลากรที่ประเทศกำลังขาดแคลน
"อย่าเอาคนที่กำลังศึกษาอยู่มาเป็นตัวประกัน ถ้าหากรุ่นพี่ไม่คืน รุ่นน้องไม่ได้เรียน แบบนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ รัฐบาลต้องหาเงินมาให้ผ่านกองทุนการศึกษาให้เขาได้เข้าเรียน ส่วนวิธีจัดการหนี้เก่าก็ต้องไปว่ากันอีกส่วน ไม่ใช่เอาเด็กปัจจุบันมาเป็นตัวประกันแบบนี้" นายปริญญา กล่าว
ขณะที่ตัวแทนนักศึกษาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ตนเดินทางด้วยรถไฟชั้น 3 เป็นเวลากว่า 8 ชั่วโมงเพื่อมาร่วมแถลงข่าว โดยปัญหาเริ่มชัดเจนตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ระบบ กยศ. ปิดให้ยื่นกู้และพบว่านักศึกษาจำนวนมากติดค้างอยู่ในขั้นตอนสถานศึกษาตรวจสอบ เนื่องจากโควตาเต็มทำให้ไม่สามารถส่งรายชื่อให้กองทุนฯ ได้
ซึ่งก่อนหน้านี้มีการยื่นหนังสือต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ 5,100 ล้านบาท แต่ถูกปัดตกไป ทำให้นักศึกษาหลายคนต้องกู้นอกระบบหรือนำทรัพย์สินเช่นแหวนทองไปจำนำเพื่อรักษาสถานภาพนักศึกษา
จากผลสำรวจนักศึกษา 1,652 ราย ใน 15 มหาวิทยาลัย พบว่า 47% ยังไม่ได้รับโควตา เช่น ยื่นกู้ 29,000 ราย ได้โควตาเพียง 15,000 ราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (มจ.) ยื่นกู้ 2,900 ราย ได้โควตา 1,300 ราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ยื่นกู้ 570 ราย มีรายชื่อค้างท่ออยู่ 92 ราย จากจำนวนรวมกว่า 600 ราย ได้โควตาเพียง 351 รายเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขใหม่ที่กีดกันนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนในสาขาที่รัฐกำหนดหรือไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่พวกเขามีความจำเป็นจริงๆ
ทางด้านตัวแทนผู้ปกครองจากกรุงเทพมหานคร สะท้อนว่าบุตรสาวได้รับโควตาเรียนที่มหาวิทยาลัยพะเยา และได้สำรองเงินจ่ายไปก่อนเพราะหวังจะกู้ กยศ. คืนในภายหลัง แต่ปัจจุบันสถานะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 4 ซึ่งต้องรอโควตาและงบประมาณเพิ่มเติม ทำให้ไม่รู้ว่าลูกจะสามารถเรียนต่อได้จนจบหรือไม่ เธอตั้งคำถามว่า กยศ. ที่เคยระบุว่ามีเงินอยู่นั้นหายไปไหน และเหตุใดเด็กที่เคยเป็นผู้กู้ต่อเนื่องตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจึงไม่สามารถกู้ต่อได้โดยอัตโนมัติเหมือนในอดีต เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฎระเบียบใหม่ จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลเร่งจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ปกครองและเด็กที่กำลังจะไปต่อไม่ไหว
นายภัทราวุธ ยินดี โฆษกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหา กยศ. กระทบต่อนักศึกษาทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่ง การศึกษาคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเปลี่ยนแปลงชีวิตคน องค์การนักศึกษาฯ พร้อมเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนประเด็นนี้และส่งต่อข้อมูลให้กับเพื่อนนักศึกษาที่กำลังประสบปัญหาเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม
สอดคล้องกับ นายปริยกร สุวรรณ เลขาธิการสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าในนามองค์กรที่มีเครือข่ายกว่า 8,778 แห่งทั่วประเทศ และผู้บริหารเยาวชนกว่า 160,000 คน จะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอแนะและสะท้อนเสียงของนิสิตนักศึกษาไปยังรัฐบาลเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยจะเติบโตไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต








