กมธ.งบฯ 70 สรุปตัดงบ 1.1 หมื่นล้าน แปรเพิ่มงบกลาง-ววน. พร้อมหนุน กยศ. 9 พันล้าน
วันที่ 21 ส.ค.69 เวลา 13.02 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณซึ่งดำเนินการครบถ้วนทุกหน่วยงานแล้ว
โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปยอดการปรับลดงบประมาณทั้งหมดเป็นวงเงิน 11,162,736,500 บาท และได้พิจารณาแปรเพิ่มงบประมาณในวงเงินเดียวกันเพื่อจัดสรรให้แก่หน่วยงานที่มีความจำเป็น การพิจารณาครั้งนี้ยึดหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ โดยมุ่งเน้นว่าโครงการที่ได้รับงบประมาณต้องตอบโจทย์ความจำเป็นเร่งด่วนและไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น
สำหรับการปรับลดงบประมาณแบ่งตามคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 7 คณะ ดังนี้ คณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมสัมมนา ปรับลด 3,200 ล้านบาทเศษ คณะอนุกรรมาธิการ ICT ปรับลด 3,033 ล้านบาทเศษ คณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรับลด 1,484 ล้านบาทเศษ คณะอนุกรรมาธิการท้องถิ่น ปรับลด 1,470 ล้านบาทเศษ
คณะอนุกรรมาธิการจังหวัด กลุ่มจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด กทม. พัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242 ล้านบาทเศษ คณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลดประมาณ 585 ล้านบาทเศษ และคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ ปรับลดไป 843 ล้านบาทเศษ รวมยอดการปรับลดทั้งสิ้นกว่า 11,160 ล้านบาท
ส่วนการแปรเพิ่มงบประมาณได้จัดสรรให้แก่ 9 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย งบกลางในส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของรัฐบาล จำนวน 6,044 ล้านบาท กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้รับการปรับเพิ่มถึง 4,000 ล้านบาท กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) จำนวน 500 ล้านบาท สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเป็นค่าจ้างเหมาบริการให้เพียงพอต่อการบริหารงาน จำนวน 247 ล้านบาทเศษ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 148 ล้านบาทเศษ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาทเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อโครงการจัดดูแลการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ จำนวน 96 ล้านบาทเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม จำนวน 24 ล้านบาทเศษ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4 ล้านบาทเศษ
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดคือการปรับลดงบประมาณของกรมควบคุมมลพิษจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีคลองด่านที่มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้รวมกว่า 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งชำระ 3 งวด ทั้งนี้งวดที่สองจำนวน 3,000 ล้านบาท ถูกขอตั้งในงบปี 2570 แต่เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนในผลคดีการฟ้องอายัดสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่ถึงที่สุด กรรมาธิการจึงมีมติปรับลดงบส่วนนี้เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการโอนเงินจำนวนนี้ไปไว้ที่งบกลางพร้อมตั้งข้อสังเกตให้กันเงินไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุดให้กรมควบคุมมลพิษต้องชำระหนี้ ก็จะมีเงินพร้อมจ่ายทันทีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ กรรมาธิการยังให้ความสำคัญกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณในปี 2570 สูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ได้รับ 4,500 ล้านบาท และปี 2569 ที่ได้รับ 5,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักศึกษาว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง
อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการมีข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน เนื่องจากมียอดเงินครบกำหนดชำระสูงถึง 220,000 ล้านบาท และมีเงินต้นค้างชำระสะสม 11,000 ล้านบาท จึงฝากให้ผู้จัดการกองทุนเร่งติดตามเงินคืนเพื่อลดภาระงบประมาณรัฐบาลในอนาคต
สำหรับขั้นตอนต่อไป ในวันที่ 27-28 สิงหาคมนี้ จะมีการพิจารณาลงมติรายมาตราและสรุปเล่มงบประมาณให้เสร็จสิ้น เพื่อส่งให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 7-9 กันยายน 2569 ทั้งนี้ มั่นใจว่าการพิจารณาจะเสร็จสิ้นตามกรอบเวลาและสามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคมนี้ อย่างแน่นอน
"การพิจารณาจริง ๆ แล้ว ยิ่งกรรมาธิการปรับลดมากเท่าไร มันก็สะท้อนว่าสิ่งที่ทางสำนักงบประมาณทำขึ้นมา เรายังมีไขมันส่วนเกินที่จะต้องรีดออกได้อีก ซึ่งปีนี้เรารีดออกมาได้ 11,000 ล้าน หวังว่าปีต่อ ๆ ไปถ้าหน่วยงานต่าง ๆ ทำงบประมาณด้วยความคุ้มค่าจริง ๆ คณะกรรมาธิการจะได้ไม่ต้องปรับลดมากเหมือนในปีนี้" นายกรวีร์ กล่าว








