วันที่ 22 มิ.ย.69 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และรองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ระบุว่า...
เป็นปีที่ชุมพรเกิดแพลงก์ตอนบลูมบ่อย/นานกว่าปรกติ เพื่อนธรณ์รายงานว่าล่าสุดมีหอยสองฝาจำนวนมากถูกน้ำพัดขึ้นมาเกยหาดที่ละแม ในทะเลยังมีแมงกะพรุนเต็มไปหมด
ก่อนหน้านี้มีปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง หนนี้คาดว่าน่าจะเกิดจากแพลงก์ตอนบลูมเช่นกัน
เพราะเริ่มเข้าหน้าฝน น้ำจืดไหลลงทะเลเป็นจำนวนมาก ทำให้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้น แพลงก์ตอนจึงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดน้อยลง สัตว์น้ำตาย
แพลงก์ตอนเป็นอาหารตัวอ่อนแมงกะพรุน เมื่อมีอาหารเยอะ แมงกะพรุนย่อมมีเยอะ
อย่างไรก็ตาม หอยยังอาจตายจากน้ำเบียด เมื่อน้ำจืดลงเยอะ ความเค็มลดต่ำเร็วมาก หอยที่อยู่ตามพื้นทนไม่ได้ ว่ายหนีไม่ได้
ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดเป็นระยะตามชายฝั่งอ่าวไทยตอนใน
เนื่องจากที่ชุมพรไม่มีสถานีตรวจวัดน้ำอัตโนมัติ จึงรายงานได้เฉพาะการเก็บคุณภาพน้ำตามการสำรวจ
ในอนาคตหาดมีการติดตั้งสถานี เช่นเดียวกับที่มีแล้วในชายฝั่งชลบุรี จะช่วยเก็บข้อมูลได้มากขึ้น และสามารถวิเคราเห์ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
หากมีแบบนั้น จะช่วยเตือนภัย/ตอบคำถามต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ได้มากกว่านี้
การรับมือโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังจะมา ต้องการระบบเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน/รวดเร็ว/เพียงพอ
อยากให้ประเทศไทยลงทุนเรื่องสถานีตรวจวัดน้ำอัตโนมัติเยอะๆ ให้ครอบคลุมชายฝั่ง นั่นแหละครับคือการรับมือโลกร้อนที่แท้จริง
ไม่งั้นผมก็ได้แต่ตอบตามหลักการ เหมือนที่เคยตอบมาแล้ว 20-30 ปี
โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทะเลเริ่มแปรปรวนหนัก เราต้องเร่งรับมือให้ทันครับ








