วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมห้องปฏิบัติการ (War room) ติดตามการคาดการณ์สภาวะอากาศและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เน้นย้ำการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสั่งการให้ ปภ. จังหวัดในพื้นที่เสี่ยง 54 จังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิดในช่วงวันที่ 14 - 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกหนักหนาแน่นในหลายพื้นที่
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่า ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยมีปัจจัยจากหย่อมความกดอากาศต่ำจากประเทศอินเดียและลมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น รวมทั้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 14 – 18 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจากการร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ ทราบว่า มีการคาดการณ์ฝนตกหนักในช่วงวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2569 และจะตกหนักที่สุดในช่วงวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2569โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งรัฐบาล นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยห่วงใยความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานสื่อสารข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที
"ได้มีข้อสั่งการให้ส่วนกลางและจังหวัดพื้นที่เสี่ยงบูรณาการข้อมูลน้ำท่าและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มร่วมกัน หากพบสัญญาณความเสี่ยงในพื้นที่ใด ให้รีบประสานข้อมูลมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเร่งสนับสนุนการช่วยเหลือทันที โดยมุ่งเป้าไปที่การลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ" นายเจเศรษฐ์ รมช.มท.กล่าว
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ. ได้แจ้งเตือนไปยัง 54 จังหวัดทั่วประเทศให้เฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยและคลื่นลมแรง พร้อมกำหนดมาตรการ 5 ด้าน คือ 1) แจ้งเตือนระดับอำเภอและท้องถิ่นเตรียมบุคลากรและเครื่องจักร 2) ประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 3) เฝ้าระวังจุดเสี่ยงท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำและน้ำตก 4) ตรวจสอบอุปกรณ์เตือนภัยให้พร้อมใช้งาน และ 5) ซักซ้อมเครือข่ายแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั้ง 18 ศูนย์ เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย ทั้งรถสูบน้ำระยะไกล รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย เรือท้องแบน และถุงยังชีพ เพื่อเข้าคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดเหตุ
สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นหรือได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 หรือ Line Official Account “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (ID Line @1784DDPM) ซึ่งสแตนด์บายรับเรื่องและประสานการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง








