วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 จำนวนผู้ลงชื่อคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่าราว 1 ล้านล้านบาท และร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ผ่านเว็บไซต์ stop-sec.com พุ่งสูงถึง 110,078 รายชื่อ (เริ่มรณรงค์ 4 พ.ค69) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 50,000 รายชื่ออย่างมาก
แคมเปญนี้ริเริ่มโดยมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อแสดงให้เห็นว่าความกังวลต่อผลกระทบของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนองเท่านั้น แต่กลายเป็นประเด็นระดับประเทศที่ประชาชนจากหลากหลายจังหวัดร่วมแสดงจุดยืนคัดค้าน
โดยการระดมรายชื่อครั้งนี้มุ่งสะท้อนความห่วงกังวลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชายฝั่งที่อาจถูกทำลายจากการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมหนัก
สั่งทบทวน 90 วัน
ขณะที่พลังมวลชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง (โครงการแลนด์บริดจ์) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในทุกมิติภายในกรอบเวลา 90 วัน
อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายการเมืองและภาคประชาชน โดยนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช ตั้งข้อสังเกตว่า กรรมการส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลและภาคธุรกิจเกือบทั้งหมด ขณะที่มีสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ไม่เกิน 3 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างน้อยและอาจทำให้ผลการศึกษาโน้มเอียงไปในทิศทางบวกเพียงด้านเดียวโดยขาดความรอบด้าน
ข้อกังวลสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นทางกฎหมายที่กลุ่ม EnLAW และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้ความสำคัญ คือการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43(3) ที่รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการหรือระงับการดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุข
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ. SEC ถูกขนานนามว่าเป็น "ซูเปอร์ลอว์" (Super Law) เนื่องจากมีบทบัญญัติที่เอื้ออำนวยให้คณะกรรมการนโยบายฯ สามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่หน่วยงานเดียวเช่นนี้สร้างความกังวลว่าจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมชนและขาดกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 57 และ 58 กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ทางวิปรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ว่าร่างเดิมที่ถูกวิจารณ์นั้น ครม. ไม่ได้ส่งกลับสภา และกำลังเตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ ที่จะปรับปรุงให้ลดข้อกังวลและมุ่งเน้นความยั่งยืนมากขึ้น
ก้าวไปพร้อมเสียงประชาชน
ข้อมูลเชิงลึกจากผลการศึกษาของภาคประชาชนและสถาบันวิชาการ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เครือข่ายภาคประชาสังคม และเครือข่ายรักษ์ระนอง-ชุมพร ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของเมกะโปรเจกต์ระดับล้านล้านบาท ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านและมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล EHIA ต่อสาธารณะ ทางออกที่ยั่งยืนคือรัฐบาลควรทบทวนความคุ้มค่าและพิจารณาทางเลือกการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพเดิมของพื้นที่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการประมงยั่งยืน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไม่ต้องแลกด้วยความล่มสลายของฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตของพลเมืองตามหลักธรรมาภิบาล








