วันที่ 10 พ.ค.2569 นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ระบุว่า
" โรงกลั่นโอดครวญกำไรเบาบางเสี่ยงขาดทุน จริงหรือไม่ ?!
จากบทความ “วิกฤติโครงสร้างราคาพลังงาน 'โรงกลั่น' กลายเป็นจำเลยท่ามกลางส่วนต่างกำไรเบาบาง” ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ 5พค 2569 ระบุว่า ”การตัดสินใจของภาครัฐในการปรับลดค่าการกลั่น (GRM : Gross Refinery Margin) ลงถึง 2 บาทต่อลิตรในครั้งแรก และเพิ่มเป็น 5 บาทในวันที่ 23 เม.ย. 2569 เพื่อพยุงราคาดีเซลและชดเชยภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทย และสะเทือนห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานไทยที่กำไรค่าการกลั่น ซึ่งอยู่ในระดับเพียง 0.3–0.7 บาทต่อลิตร (ไม่รวมกำไรสต็อกและการทำ Hedging) การที่รัฐเรียกเก็บทันที 2 บาทต่อลิตร สะท้อนภาระที่สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติหลายเท่าตัว“ นั้น
การที่ค่าการกลั่นมาตรฐานในภาวะปกติอยู่ที่ 4-7 เหรียญต่อบาร์เรล เทียบเป็นเงินไทยอยู่ที่ .80-1.40 บาทต่อลิตรโดยที่เป็นค่ากลั่นที่โรงกลั่นก็อยู่ได้สบายแล้ว แต่ช่วงภาวะวิกฤตสงครามอิหร่าน สหรัฐอเมริกา นั้น ค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคม และเมษายนนั้นสูงขึ้นไปถึง 7.23 บาท และ 11.81 บาทต่อลิตร ซึ่งเท่ากับ 35.92 $ และ 58.68 $ ต่อบาร์เรล ค่าการกลั่นที่สูงขนาดนี้ ยังไม่ควรถือเป็นกำไรส่วนเกินที่มากล้นเกินไปละหรือ?!?
การบวกค่าการกลั่นเพิ่ม1 บาทต่อลิตร ก็ทำให้เกิดกำไรมากกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี แต่ที่บวกเพิ่มขณะนี้มากกว่า 5 บาท - 9 บาทต่อลิตร กำไรจะมโหฬารขนาดไหน ใช่หรือไม่ ?!
การที่รัฐให้ปรับลดค่าการกลั่นเพียง 2บาท/ลิตร และ 5 บาท/ลิตรเฉพาะในส่วนดีเซล ยังควรถือว่าน้อยเกินไปมาก และไม่ได้ลดภาระให้กับคนไทยที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันแพงจากการโก่งราคาในสถานการณ์เช่นนี้ ใช่หรือไม่ ?!
ที่จริงแล้วรัฐควรปรับลดค่าการกลั่นในภาวะสงครามนี้โดยกำหนดเพดานค่ากลั่นไม่เกิน2บาทต่อลิตร (7.23-2 = 5.23 , 11.81-2 = 9.81 ) และนำค่าการกลั่นส่วนเกินนั้น คือ 5.23 บาท/ลิตรในเดือนมีนาคม มาลดเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และ 9.81 บาทต่อลิตร มาลดราคาเดือนเมษายน ทุกผลิตภัณฑ์แบบถ่วงน้ำหนักตามแพลทเทิร์นการกลั่นน้ำมัน จึงจะถูกต้องเหมาะสม ใช่หรือไม่ ?!
มีข่าวว่าปัจจุบันโรงกลั่นมีการไปตั้ง Trading Firm ในสิงคโปร์ และเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันดิบว่าจะให้มีต้นทุนน้ำมันดิบเท่าไหร่ จึงจะทำให้โรงกลั่นมีกำไรที่แสดงเท่าไหร่ก็ได้ ใช่หรือไม่
ปัจจุบันการโก่งกำไรของโรงกลั่น น่าจะสามารถทำผ่านค่าพรีเมี่ยมอย่างน้อย 3 ส่วนคือ
1)ค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบที่ซื้อต่างจากมาตรฐานน้ำมันดิบดูไบอย่างไร
2)ค่าพรีเมี่ยมสงครามซึ่งอาจแพงกว่าราคาน้ำมันดิบยามปกติถึงลิตรละ 4-5 บาทต่อลิตร
3)พรีเมี่ยมเรือขนส่งพร้อมค่าประกันภัย ช่วงสงคราม
ค่าพรีเมี่ยมเหล่านี้สามารถโก่งราคาน้ำมันดิบให้สูงเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งน่าจะเป็นการไซฟ่อนเงินจากโรงกลั่นไปไว้ที่ Trading Firm ในสิงคโปร์ ใช่หรือไม่
ความต้องการให้โรงกลั่นมีกำไรที่เหมาะสม จึงควรเลิกการแอบแบ่งกำไรจำนวนมหาศาลออกไปต่างประเทศ ที่มีการบวกเพิ่มpremiumในราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่จ่ายออกไปให้ตัวแทนในต่างประเทศมากกว่า ใช่หรือไม่ !?








