วิกฤตเรียงหน้าหลากหลายให้ รบ.หนู เล่นเกมหมากเก็บ ซัดลุกลี้ลุกลนแก้ที่เปลาะไม่จริงจัง ไม่จบสิ้น หายนะมาเยื่อนไทยแน่ เชื่อ พ.ค.-มิ.ย. วิกฤตพลังงานถาโถมก่อเดือดร้อน ลาก ปชช.ทุกข์ยากหนักขึ้น ถาม สมช.ทำไมเงียบ ดูเบาคนยิวยึดครองที่ดินเกาะ หวั่นโยงรุกที่ 3 แสนไร่แลนด์บริดจ์ เล่าประสบการณ์ตรงถึงทักษิณ พักโทษ ย้ำเผื่อใจไว้บ้าง ชี้ยังไม่สิ้นพันธนาการเกมหมากเก็บ
เมื่อ 9 พ.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า สถานการณ์ของประเทศทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ดูเหมือนหลากหลายวิกฤตทยอยให้รัฐบาลเล่นเกมหมากเก็บคอยแก้ไขกันที่ละเปลาะปัญหาทั้งด้านพลังงาน ส่อแววน้ำมันลดสู่ขาดแคลน ขณะที่ค่าไฟฟ้าพุ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกกลุ่มรายได้
ขณะที่กลุ่มทุนพลังงานโกยกำไรกันเบิกบาน โชว์ผลกำไรรอบไตรมาสนับหมื่นล้าน สวนทางกับชีวิตผู้คนเข้าใกล้อดอยาก ปากท้องกิ่วหิวโหย ส่วนทางการเมืองคดีบัตรเลือกตั้งจวนได้รับคำวินิจฉัยจากศาล รธน. คาดราวมิถุนายน คงได้ลุ้นระทึกกันอีก เพราะคำวินิจฉัยของศาล จะทำให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารกลับไปสู่สถานะเดิม ดังนั้น วิกฤตเกมหมากเก็บเหล่านี้ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล
นายจตุพร เชื่อว่า ความยากลำบากรอบด้านนี้จะก่อตัวมากขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของพฤษภาคม เมื่อถึงมิถุนายนยิ่งจะหนักขึ้นไปอีก คำถามขณะนี้ไทยมีน้ำมันเหลือใช้กันอีกนานเท่าใด และค่าไฟฟ้าแพงยังไม่ได้ขยับแก้ไขแบบรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อลดช่องว่างการเอาเปรียบประชาชนที่มีรายได้เข้าขั้นจำกัดจำเขี่ยกันแล้ว
"ขณะนี้คนไทยดูเหมือนไม่สนใจกับปัญหาน้ำมัน คงปรับการใช้ชีวิตและอาจเคยชินแล้ว เพราะมีข่าวดีเป็นระยะกับการลดราคาน้ำมันกันบ้าง จึงไม่ได้ตั้งคำถามว่า (น้ำมัน) มันเหลืออีกเท่าไร ซึ่งคนไทยมักมองข้ามปัญหาเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และจะพูดอีกครั้งกับเกิดวิกฤตใหม่ขึ้นมา"
ส่วนการแก้ปัญหาราคาผลไม้อื่นๆ และพืชผลเกษตรที่จะตามนั้น ตนเห็นว่า รมว.พาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะตั้งล้งรับซื้อแข่งกับทุนไทยหรือจีนไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะรัฐขาดตลาดระบายผลผลิตไปต่างประเทศ ดังนั้น มาตรการของรัฐควรควบคุมราคาและปริมาณการรับซื้อของล้ง พร้อมเตรียมรับมือวิกฤตผลผลิตเกษตรที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ราคาปุ๋ยจนพืชผลออกสู่ตลาด
กรณีแลนด์บริดจ์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 90 วันนั้น ที่ผ่านมาผลการศึกษาหลายชุดทั้งกรณีขุดคอคอดกระ คลองไทย และเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด มาถึงแลนด์บริดจ์ สรุปยังหาความสำเร็จไม่ได้
แม้โครงการเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด ได้โอกาสก่อสร้างเส้นทางระหว่างกระบี่ไปสุราษฎร์ธานี แต่สร้างเพียงถนนและเวนคืนเกาะกลางถนน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับแลนด์บริดจ์จะดำเนินการ แต่ที่เพิ่มขึ้นคือ สร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย พร้อมเพิ่มถนนมอเตอร์เวย์กับระบบขนส่งทางท่อ
ดังนั้น เมื่อแนวทางเป็นเช่นนี้ การสร้างแลนด์บริดจ์ชุมพรกับระนองแทบไม่มีความจำเป็น และเห็นปลายทางว่า แทบไม่มีความจำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มอีก โดยหาความคุ้มค่าไม่ได้กับโครงการใหญ่ระดับเมกะโปรเจกต์นี้ เพราะการสร้างถนนในโครงการเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด ยังเป็นไปไม่ได้ และเหมือนถูกแช่แข็งโครงการไว้แล้ว
"เมื่อปล่อยให้ศึกษา (แลนด์บริดจ์) กัน ผมเสนอรัฐบาลควรปล่อยให้มีความว่างเปล่า เพราะขณะนี้เหมือนถูกวางธง (ศึกษา) ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ ทั้งสิ้นกับรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ทั้ง ม.จุฬา และ สนข. (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) ได้ศึกษาไว้ แต่คงไม่ใช่คำตอบ (ที่รัฐบาลต้องการในปัจจุบัน) จึงต้องศึกษาใหม่"
สิ่งสำคัญ ที่ดินในแถบจะก่อสร้างแลนด์บริดจ์ มีใครเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นของรัฐก็เป็นของกรมป่าไม่ อุทยานแห่งชาติ และที่ราชพัสดุ หรือที่สาธารณะของมหาดไทย หรือนิคมสหกรณ์ของกระทรวงเกษตร นอกจากนี้ยังมีที่ดินของกลุ่มทุน ที่สามารถตรวจสอบได้ภายใน 7 วันย่อมรู้ได้ว่า ใคร กลุ่มทุนใดครอบครอง ดังนั้น เมื่อคนสงสัย คณะศึกษาต้องเอกซเรย์ให้ครบถ้วนว่า มีใครบ้าง
“กรณีกรมป่าไม้ที่ไปจับที่ดินของเศรษฐีนีคนหนึ่งออกโฉนดในพื้นที่ป่าและตัดป่าไปขายก็อยู่ในเส้นแลนด์บริดจ์ ชุดศึกษาต้องทำความจริงให้ปรากฎ เพื่อความสบายใจต้องดำเนินคดีให้สาธารณะได้เห็นกัน”
ขณะเดียวกัน สังคมไม่สบายใจกับที่ดิน 3 แสนไร่ในโครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าไม่มี ไม่จริงต้องปฏิเสธให้ชัด ถ้ามีที่บอก 50 ปีบวก ก็คือบวก 49 ปี เป็น 99 ปี ก็เป็นคำตอบเดิมของแลนด์บริดจ์สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชุดนายเศรษฐา ทวีสิน ได้ศึกษาไว้แล้ว
ส่วนการยึดครองที่ดินของชาวยิวซึ่งผ่านนอมินีถือครอง โดยหน่วยงานรัฐเปิดเผยออกมาตรงกัน หากยังปล่อยปละละเลยแล้ว ที่ดินทั้งเกาะพะงัน สมุย และภูเก็ตคงเกลี้ยงเกาะแน่ และคนยิวเจ้าของที่ดินเหล่านี้ก็อยู่ในราชอาณาจักรไทย แต่เจ้าของที่ดินไม่มีคนไทยเลยจึงเป็นภัยอันตรายและสร้างความวิตกให้พื้นที่ 3 แสนไร่กับโครงการแลนด์บริดจ์
- “เมื่อได้ความตรงกันแล้ว หน่วยงานเกี่ยวข้องทำอะไร เรื่องนี้จะดูเบาไม่ได้ ถ้าเราไม่วิตกในสถานการณืนี้เลย วันข้างหน้าเมื่อเป็นภัยขึ้นมา เราคงเอาสถานการณ์ไม่อยู่ เราจะโดนความกดดันสารพัด ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่า คนมาจากอิสราเอลเป็นทหารกันทุกคน ไม่ว่าประจำการหรือปลดประจำการ ก็มาอยู่รวมกัน และคนเหล่านี้ ทวีปยุโรปไม่ต้องการ มาเลเซียห้ามเข้าประเทศ”
นายจตุพร ย้ำว่า นักท่องเที่ยวไม่ว่าชาติใด ถ้ามาเที่ยวไทยยินดีต้อนรับ แต่ไม่ใช่สวมสิทธิ์นักท่องเที่ยวเพื่อมายึดครองที่ดินในประเทศไทย ดังนั้น เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลยังดูเบากับปัญหา ในวันข้างหน้าจะเป็นเรื่องเสียใจมากที่สุดกับการสูญเสียดินแดน ซึ่งจะเป็นปัญหาสะสมไม่แตกต่างจากการดูเบาชาวกัมพูชาครอบครองยึดดินแดน จนต้องก่อสงครามสู้รบเอาดินแดนกลับคืนมา
"สิ่งที่น่ากังวลคือ สมช.หรือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนจึงนิ่งเงียบ คุณไม่วิตกอะไรเลย หรือมองปรากฎการณ์เป็นสิ่งปกติ ลองคุณแถลงให้ประชานสบายใจหน่อยว่า ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องจิ๊บๆ จ๊อยๆ ลองพูดมาสิว่า ที่รายงานข่าวมานั้น อยู่ในสถานการณ์ที่รัฐไทยควบคุมได้ พูดออกมาสิ ทำไมเราไม่รีบจัดการให้ถูกต้องก่อนที่มันจะฝังรากลึกลงไปกว่านี้"
อีกทั้งกล่าวว่า ตนยืนยันเห็นด้วยกับการสร้างคลองไทยในโครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าจะวางแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจชาติแล้วควรสร้างคลอง ถ้าไม่มีคลองเท่ากับพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินแลกกับค่าภาคหลวงเล็กน้อยเข้ารัฐ โดยเฉพาะสิงคโปร์ได้ผลประโยชน์จากแลนด์บริดจ์ จึงออกมาสนับสนุนไทย ดังนั้น หวังว่า ภายใต้ความยากลำบากนี้ ถ้าเราตื่นรู้ปัญหาเร็ว ก็จะรับมือได้
กรณีทักษิณ ชินวัตร ได้รับพักโทษ 11 พ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ถือเป็นสัญญาณดีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่หวังว่า คงไม่กลับเข้าไปในเรือนจำอีกครั้ง เหมือนประสบการณ์ที่ผ่านมาของตน ต้องถูกสั่งให้กลับไปรับโทษในคดีเดิมซึ่งถูกปล่อยตัวแล้ว
ดังนั้นคดีของทักษิณ ก็เช่นเดียวกัน เพราะในแต่ละกระบวนการนั้น เราคิดว่าจบ แต่มันไม่จบก็ควรเผื่อใจกันเอาไว้ อีกอย่างคดีชั้น 14 ที่ค้างคาใน ปปช. ถ้ามาเร็วก็เป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่จะเป็นเกมหมากเก็บให้ผู้เล่นทยอยแก้ไขอีก
นายจตุพร กล่าวว่า ตนไม่ได้มองอย่างอคติ เพราะการได้อิสรภาพปลายเปิด ไม่ได้หมายความว่า พันธนาการหมดสิ้นไป แต่ตนจะเล่าโดยประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าคิดว่าหมดสิ้นพันธนาการแล้ว ท้ายสุดตนก็คิดผิดกับคดีนั้น ยิ่งความไม่แน่นอน ซึ่งทักษิณ ได้เห็นอยู่แล้วจากการได้พักโทษออกจากโรงพยาบาลชั้น 14 ท้ายที่สุดก็กลับเข้ามาใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีอะไรเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
"เล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ว่า ผมไม่ได้สนใจคุณทักษิณ จะออกมาทำงานการเมือง หรือขับเคลื่อนทางการเมืองต่อหรือไม่ เพราะคุณทักษิณมีสิทธิ์ เพียงแต่ต้องเรียนย้ำว่า คนไทยชอบตรงไปตรงมา เมื่อคุณทักษิณ เป็นคนสาธารณะ แม้ลงรับสมัครเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าประกาศทำงานการเมืองต่อ ผมว่าคนก็ไม่ว่าอะไร ทุกก็พร้อมสู้ คงไม่ใครวิตกหวั่นเกรง ดังนั้น ควรประกาศให้ชัดว่าเอาอย่างไร
พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญกับแรงกระเพื่อมทางการเมืองถัดจากนี้ไป ความเดือดร้อนของประเทศใหญ่กว่าเรื่องของทักษิณ และสังเกตอารมณ์ของคนไม่ได้ตื่นเต้นมากเหมือนเมื่อทักษิณ กลับจากต่างประเทศครั้งแรก ดังนั้น ในทางการเมืองของแต่ละกรณี ไม่มีใครสำคัญมากที่สุด สิ่งสำคัญความนิยมจากประชาชนมีขึ้นลงตามแต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
#จตุพร #รัฐบาล #หมากเก็บ #พลังงาน #น้ำมันแพง #ค่าไฟแพง #หายนะ #คนยิว #ยึดที่ดิน #เกาะพะงัน #สมุย #ภูเก็ต #สมช #แลนด์บริดจ์ #คลองไทย #ทักษิณ #พักโทษ #การเมือง








