ข่าวคุณภาพชีวิต

สงครามซ้ำวิกฤตสุขภาพ ระบบสาธารณสุขล่มสลาย-หลายแสนคนพลัดถิ่น

แชร์ข่าว

รายงานล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าการยกระดับความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมานานกว่า 10 วัน กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วภูมิภาค ตัวเลขจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับชาติชี้ให้เห็นความสูญเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยหน่วยงานด้านสุขภาพแห่งชาติในอิหร่านมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,300 ราย บาดเจ็บกว่า 9,000 ราย ขณะที่เลบานอนพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 570 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 1,400 ราย ส่วนในอิสราเอลมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,142 ราย

นอกเหนือจากจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต องค์การอนามัยโลกยังได้ตรวจสอบพบการโจมตีระบบบริการสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ในอิหร่านมีการโจมตีสถานพยาบาลที่ได้รับการยืนยันแล้ว 18 ครั้ง ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิต 8 ราย ส่วนในเลบานอนเกิดการโจมตี 25 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 16 ราย และบาดเจ็บ 29 ราย ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ระบุว่าบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และสถานพยาบาลต้องได้รับการคุ้มครองเสมอ

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบาดเจ็บโดยตรง แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขในระดับวิกฤต จากการประมาณการพบว่ามีชาวอิหร่านมากกว่า 100,000 คนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากความไม่ปลอดภัย และในเลบานอนมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า 700,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่แออัด

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่าสภาพความเป็นอยู่ภายในที่พักพิงเหล่านี้กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างมาก ทั้งการขาดแคลนน้ำสะอาด ระบบสุขาภิบาล และสุขอนามัยที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรคอุจจาระร่วง และโรคติดต่ออื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างผู้หญิงและเด็ก

นอกจากนี้ยังมีประเด็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวล โดยในอิหร่านเกิดเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันและกลุ่มควันจากการถูกทำลายของโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ชุมชนโดยรอบต้องเผชิญกับมลพิษที่เป็นพิษ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ การระคายเคืองตาและผิวหนัง รวมถึงการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและอาหาร

ในด้านการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่าในเลบานอนมีศูนย์บริการสาธารณสุขมูลฐาน 49 แห่ง และโรงพยาบาลอีก 5 แห่งต้องปิดตัวลงตามคำสั่งอพยพของกองทัพอิสราเอล ซึ่งสวนทางกับความต้องการทางการแพทย์ที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะเดียวกันในเขตยึดครองปาเลสไตน์ การจำกัดการเคลื่อนไหวและการปิดด่านตรวจได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงพื้นที่ของรถพยาบาลและคลินิกเคลื่อนที่ในหลายเขตของเวสต์แบงก์

สำหรับสถานการณ์ในฉนวนกาซา การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อออกไปรักษาภายนอกถูกระงับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในขณะที่โรงพยาบาลที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ต้องทำงานภายใต้ความกดดันอย่างหนักจากการขาดแคลนยา เวชภัณฑ์ และเชื้อเพลิงที่ต้องใช้อย่างจำกัดเพื่อรักษาบริการที่จำเป็นที่สุด เช่น งานศัลยกรรมอุบัติเหตุ การดูแลแม่และเด็กแรกเกิด และการจัดการโรคติดต่อ

อุปสรรคด้านโลจิสติกส์เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยข้อจำกัดชั่วคราวทางน่านฟ้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งเวชภัณฑ์จากศูนย์กระจายสินค้าทั่วโลกขององค์การอนามัยโลกในดูไบ ซึ่งมีคำขอจัดส่งเวชภัณฑ์ฉุกเฉินมากกว่า 50 รายการที่มุ่งเป้าช่วยเหลือประชาชนกว่า 1.5 ล้านคนใน 25 ประเทศต้องหยุดชะงักและเกิดการค้างสะสม

โดยรายการจัดส่งที่สำคัญในขณะนี้ประกอบด้วยเวชภัณฑ์สนับสนุนการทำงานในกาซาผ่านทางเมืองอัลอาริช ประเทศอียิปต์ รวมถึงการส่งความช่วยเหลือไปยังเลบานอน อัฟกานิสถาน และแผนการจัดส่งเวชภัณฑ์เพื่อรับมือกับโรคอหิวาตกโรคไปยังโมซัมบิก

องค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกอยู่ในระดับสูงที่สุดในโลก โดยมีประชากรกว่า 115 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วโลกกำลังรอความช่วยเหลือ

ขณะที่งบประมาณสนับสนุนด้านสุขภาพฉุกเฉินยังขาดแคลนอยู่ถึงร้อยละ 70 พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง คุ้มครองพลเรือนและระบบสาธารณสุข เพื่อให้ชุมชนสามารถฟื้นตัวและก้าวไปสู่สันติภาพได้ในที่สุด

ข่าวแนะนำ