ข่าวคุณภาพชีวิต

"ชัชชาติ" เล็งดึงร้านสะดวกซื้อเป็นจุดหลบร้อน กทม.จัดเกณฑ์เตือนอุณหภูมิ-หวั่นฮีทสโตรก

แชร์ข่าว

วันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงาน ครั้งที่ 3 เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการความร้อนเมือง โดยนายชัชชาติได้เร่งรัดให้สำนักสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำจุดหลบร้อนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีแนวคิดที่จะดึงภาคเอกชนอย่างร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น และโลตัส มาร่วมเป็นจุดหลบร้อนเนื่องจากเข้าถึงประชาชนในชุมชนได้ง่ายที่สุด

พร้อมกำชับให้ทุกเขตจัดเตรียมบริการน้ำดื่มสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนและทำหมันสุนัขและแมวในช่วงฤดูร้อนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแพร่ระบาด

ขณะที่ นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้แสดงความห่วงใยเรื่องอัคคีภัยและเหตุไฟไหม้หญ้าในพื้นที่เสี่ยง ส่วนนางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร เสนอให้ใช้พื้นที่วัดเป็นจุดหลบร้อนเพิ่มเติมโดยให้จัดหาพัดลมและน้ำดื่มบริการประชาชน

ด้าน นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ระบุว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ และคาดว่าจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ โดย กทม. ได้เตรียมความพร้อมผ่านจุดหลบร้อน (BKK Cooling Spot) ในสวนสาธารณะ 48 แห่ง รวม 110 จุด และสวน 15 นาที จำนวน 200 แห่ง รวม 242 จุด พร้อมจัดตั้งห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) ทั้งหมด 255 แห่ง ประกอบด้วย

โรงเรียน 51 แห่ง โรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง ศูนย์บริการในสังกัดสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว 76 แห่ง และสำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง โดยมีจุดบริการน้ำดื่มสะอาดรวม 2,806 จุด

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังได้กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือนตามค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับสีเขียว (เฝ้าระวัง) 27.0–32.9 องศาเซลเซียส ระดับสีเหลือง (เตือนภัย) 33.0–41.9 องศาเซลเซียส ให้ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ระดับสีส้ม (อันตราย) 42.0–51.9 องศาเซลเซียส ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และระดับสีแดง (อันตรายมาก) ตั้งแต่ 52.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป ห้ามทำกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อฮีทสโตรกสูง

ทั้งนี้ กทม. กำลังผลักดันร่างแผนบริหารจัดการความร้อน พ.ศ. 2569 เพื่อปรับจากการทำงานเชิงรับสู่เชิงรุกอย่างเป็นระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว